Pages

Showing posts with label เศรษฐกิจ. Show all posts
Showing posts with label เศรษฐกิจ. Show all posts

Thursday, October 1, 2020

นายกฯสั่งดัน'อีอีซี'ปลุกเศรษฐกิจประเทศ - กรุงเทพธุรกิจ

kuyupkali.blogspot.com

2 ตุลาคม 2563

17

นายกฯลงพื้นที่อีอีซี ประชุมร่วมเอกชนย้ำเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่ เล็งดันแหลมฉบังเป็นท่าเรือนานาชาติเชื่อมระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ ด้านดับบลิวเอซเอ เสนอตั้ง“ทีมเฉพาะกิจ”รัฐเอกชนดึงทุนนอกเข้าไทย ด้านพีทีทีจีซีลุยลงทุนอีอีซีเพิ่ม

โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี เป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลเพื่อยกระดับประเทศให้สามารถแข่งขันได้ในอนาคต แต่หลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระลอกแล้วระลอกเล่าทำให้ อีอีซี กำลังถูกตั้งคำถามถึงอนาคต กระทั่งวานนี้ (1 ต.ค.2563)พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรีเพื่อประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูง (CEO ) จากบริษัทชั้นนำของไทยและต่างประเทศเพื่อส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่อีอีซีและรับมอบรถไฟฟ้าโมโนเรลขบวนแรก สายสีชมพูฯ - สายสีเหลืองฯที่เตรียมความพร้อมให้บริการประชาชนในปี 2565

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าการประชุมหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรีและผู้บริหารเอกชน นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณนักลงทุนที่เชื่อมั่นและมีการขยายการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซีที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องแม้จะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในหลายประเทศทั่วโลก 

โดยในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา มีคำขอรับการส่งเสริมในอีอีซี จำนวน 277 โครงการ และมีมูลค่าเงินลงทุนกว่า 8.5 หมื่นล้านบาท โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง54% ของคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งประเทศ ทั้งนี้ โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ต่าง ๆ ในอีอีซีทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการเมืองการบินอู่ตะเภา โครงการขยายท่าเรือแหลมฉบังและมาบตาพุด รวมทั้งโครงการพัฒนาเขตนวัตกรรม EECi ที่จังหวัดระยอง ได้ผู้ชนะการประมูลครบถ้วนแล้ว

สำหรับโครงการที่ต้องเร่งรัดและสนับสนุนให้มีการลงทุนเพิ่มเติมคือโครงการเชื่อมโยงท่าเรือแหลมฉบังกับนานาชาติโดยพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังกับนานาชาติ ประกอบไปด้วย ท่าเรือบก (Dry Port) ที่จะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรทางถนน ลดความคับคั่งของท่าเรือ ด้วยการขนส่ง 2 ระบบ โดยเฉพาะทางราง โครงการเชื่อมโยงอ่าวไทย-อันดามัน หรือ Land Bridge ด้วยท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่งไทยเชื่อมด้วยถนน Motorway ราง และรถไฟ เพื่อประโยชน์ในการลดต้นทุนโลจิสติกส์ การขนส่งของประเทศและสามารถขยายศักยภาพเชื่อมมหาสมุทรอินเดียและเอเชียใต้ และโครงการสะพานไทย 

โดยหลักการสำคัญที่นายกรัฐมนตรีได้กำชับในการศึกษาทั้ง 3 โครงการนั้น ต้องสร้างความเชื่อมโยง ให้เห็นความคุ้มค่าในการลงทุน และเกิดผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจระหว่างทางด้วย โดยใช้รูปแบบการลงทุนแบบ PPP เพื่อประหยัดงบประมาณเพื่อนำเงินไปช่วยเหลือประชาชน นอกจากนี้ ได้กำชับว่า การดำเนินการทุกอย่างโปร่งใส ไม่ให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน โดยยึดประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นสำคัญ ทุกหน่วยงานต้องเร่งทำงาน ใช้ช่วงโควิด-19 เตรียมพร้อมประเทศ เสริมความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ไทยเป็นประเทศแรก ๆ ที่สามารถเปิดรับเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19 ผ่านได้ทันที

160155808796

นายกฯรับข้อเสนอเอกชน

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA กล่าวว่า ในการประชุมฯกลุ่มผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมได้นำเสนอแนวทางช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมหลัก ๆ 4 เรื่อง ได้แก่ 1. แนวทางการเปิดให้นักลงทุนเข้ามาเจรจา และลงนามสัญญาซื้อที่ดินในนิคมฯ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญช่างเทคนิคไม่สามารถเข้ามาติดตั้งเครื่องจักร และซ่อมบำรุงเครื่องจักรไม่ได้ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีก็ยืนยันจะไปหารือกันหน่วงยงานที่เกี่ยวข้องหาช่องทางที่เหมาะสมต่อไป 

อย่างไรก็ตาม ต้องมีแนวทางรัดกุมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด- 19 ภายในประเทศ ส่วนข้อเสนอที่2. การหาช่องทางความร่วมมือประสานงานภาคอุตสาหกรรม ระหว่างรัฐบาลและเอกชน ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้ย้ำว่าใน ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 (ศบศ.) ก็มีภาคอุตสาหกรรมอยู่ด้วยทำให้สามารถร่วมกันลงไปดูรายละเอียดและให้ภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมมีการหารือกันมากขึ้น เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงสำคัญของการเคลื่อนย้ายฐานการลงทุนจากต่างชาติ จึงควรเร่งดึงดูดการลงทุน ซึ่งศบศ. จะเข้ามาช่วยดูในกลุ่มนี้ให้

3. การตั้งทีมเฉพาะกิจในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ เพื่อออกไปดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามา เพื่อร่วมกันเป็นทีมเดียวกันระห้างรัฐและเอกชน ซึ่งจะไปประสานงานหาแนวทางร่วมกันต่อไป โดยจะต้องมีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก (สกพอ.)ร่วมในทีมนี้ด้วย เพื่อออกไปดึงดูดนักลงทุนต่างชาติโดยตรง 

“นอกจากนี้ได้ข้อให้พิจารณาถึงเรื่องการขึ้นค่าน้ำขอบริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์ กับภาคอุตสาหกรรม ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนของประเทศ ซึ่งข้อเสนอทั้งหมดท่านนายกรัฐมนตรีก็จะลงไปดูในรายละเอียดเพื่อแก้ปัญหานี้”

160155810614

พีทีทีจีซี โอดอีอีซีที่ดินแพง

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC กล่าวว่า บริษัท มีนโยบายเดินหน้าขยายการลงทุนในอีอีซีต่อเนื่อง แม้ว่า 3 โครงการหลัก ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง มูลค่าประมาณ 1 แสนล้านบาท คือ 1.โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต Olefins Reconfiguration Project (ORP) 2.โครงการโพรพิลีนออกไซด์ (Propylene Oxide :PO) และ3. โครงการโพลีออลส์ (Polyols) จะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การก่อสร้างล่าช้าไปจากแผนไปประมาณ 2 เดือน เพราะผู้เขี่ยวชาญจากต่างประเทศ ไม่สามารถเดินทางเข้ามาได้แต่ขณะนี้ทั้ง 3 โครงการเริ่มทยอยเสร็จ และจะเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาส 4 ปีนี้

“โครงการ ORP เริ่มคอมมิชชั่นนิ่งทดสอบเดินเครื่อง ส่วนโครงการPO ก็สตาร์ทแล้ว ขณะที่โครงการ Polyols ก็ผลิตของได้แล้ว ทั้ง 3 โครงการเกิดตามแผนแน่นอน”

นอกจากนี้ บริษัท ยังเดินหน้าศึกษาโอกาสขยายการลงทุนในอีอีซี เพิ่มเติม เพื่อต่อยอดโครงการลงทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง          นอกจากนี้ สามารถตอบสนองนโยบาย New S-Curve ของภาครัฐ โดยในส่วนของโครการใหม่ๆ ก็เดินหน้าตามแผนงาน และศึกษาร่วมทุน เช่น แผนศึกษาร่วมทุนเม็ดพลาสติกมูลค่าเพิ่มสูง วงเงินประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท ในช่วง 3 ปีข้างหน้า เป็นต้น คาดว่า การลงทุนในโครงการใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น น่าจะช่วยให้เกิดการจ้างงานใหม่ ประมาณ 300-400 คน ซึ่งจะเป็นไปตามนโยบายของภาครัฐ ที่ส่งเสริมการจ้างงานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19

นายคงกระพัน กล่าวอีกว่า บริษัท ในฐานะผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในอีอีซี เตรียมเสนอนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แก้ไขปัญหาการจัดหาที่ดินภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากขณะนี้พื้นที่เต็ม และค่าเช่านิคมอุตสาหกรรมมีราคาสูง รวมถึง การแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำในระยะยาว ลดผลกระทบภัยแล้งที่เป็นปัญหาสำคัญด้านระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานในพื้นที่ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการต่างๆเดินหน้าขยายการลงทุนในอีอีซ๊ต่อเนื่อง

บริษัทฯยังมีโครงการร่วมลงทุนในธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ ดำเนินการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกวิศวกรรมชั้นสูงใน 2 โครงการ ได้แก่ PA9T 13,000 ตันต่อปี และ HSBC 16,000 ตันต่อปี คาดว่าจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในปี 2565 สอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ที่ต้องการขยายธุรกิจปิโตรเคมีขั้นปลายเกรดพิเศษ เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive) และ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E) ซึ่งดำเนินงานโดยบริษัท คุราเร่ จีซี แอดวานซ์ แมททีเรียลส์ จำกัด (KGC) มูลค่าโครงการประมาณ 15,000 ล้านบาท

160155812314

Let's block ads! (Why?)



"เศรษฐกิจ" - Google News
October 02, 2020 at 10:00AM
https://ift.tt/3l67Sy2

นายกฯสั่งดัน'อีอีซี'ปลุกเศรษฐกิจประเทศ - กรุงเทพธุรกิจ
"เศรษฐกิจ" - Google News
https://ift.tt/3crAsVL

Wednesday, September 30, 2020

น้ำมันปิดผสมผสาน,ทองลง หุ้นสหรัฐฯพุ่งจากข้อมูลทางเศรษฐกิจ - ผู้จัดการออนไลน์

kuyupkali.blogspot.com


ราคาน้ำมันปิดผสมผสานในวันพุธ(30ก.ย.) หลังคลังปิโตรเลียมลด แต่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่วนวอลล์สตรีทพุ่งแรง จากความหวังต่อมาตรการเยียวยารอบใหม่ในสภาคองเกรส ความเคลื่อนไหวของตลาดทุนฉุดราคาทองคำปรับลด

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต หรือไลต์สวีตครูด งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 93 เซนต์ ปิดที่ 40.22 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ด้านเบรนต์ทะเลเหนือลอนดอน งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายน ลดลง 8 เซนต์ ปิดที่ 40.95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานแห่งสหรัฐฯเปิดเผยในวันพุธ(30ก.ย.) ว่าคลังน้ำมันดิบสำรองของประเทศในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 25 กันยน ลดลง 2 ล้านบาร์เรล สวนทางกับทีพวกนักวิเคราะห์คาดหมายว่าจะเพิ่มขึ้น 400,000 บาร์เรล

อย่างไรก็ตามตลาดน้ำมันปิดผสมผสาน เนื่องจากยังคงอยู่ภายใต้อิทธิพลของสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ที่ยอดผู้เสียชีวิตทั่วโลกพุ่งเกิน 1 ล้านคนแล้ว เพิ่มขึ้นเท่าตัวในระยะเวลาเพียง 3 เดือน

ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯในวันพุธ(30ก.ย.) พุ่งแรง ขณะที่แกนนำสภาคองเกรสและรัฐบาลเดินหน้าเจรจาแพ็คเกจเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19รอบใหม่ และข้อมูลบวกทางเศรษฐกิจ

ดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 329.04 จุด (1.20 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 27,781.70 จุด เอสแอนด์พี เพิ่มขึ้น 27.53 จุด (0.83 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 3,363.00 จุด แนสแดค เพิ่มขึ้น 82.26 จุด (0.74 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 11,167.51 จุด

ทั้ง 3 ดัชนีดีดตัวขึ้น หลังจาก แนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฏรจากเดโมแครตและสตีฟ มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ต่างแสดงความหวังว่าจะสามารถฝ่าทางตันในการเจรจาร่างกฎหมายเยียวยาผลกระทบโควิด-19 ฉบับใหม่ได้สำเร็จ

นักลงทุนตรึกตรองผลของศึกดีเบตประธานาธิบดีสหรัฐฯรอบแรกเมื่อวันอังคาร(29ก.ย.) ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากรีพับลิกัน และโจ ไบเดน ผู้ท้าชิงจากเดโมแครต ต่างกล่าวโจมตีอีกฝ่าย สบประมาทแดกดันและทะเลาะกันในประเด็นต่างๆ ทั้งโรคระบาดใหญ่โควิด-19, ประกันสุขภาพและเศรษฐกิจ

ตลาดได้แรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าประหลาดใจ หลังสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) พุ่งขึ้น 8.8% แตะระดับ 132.8 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนสิหาคม เมื่อเทียบรายเดือน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้น 3.4%

การพุ่งขึ้นของดัชนีได้รับแรงหนุนจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองที่อยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งการที่รัฐบาลผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ หลังจากปิดเศรษฐกิจก่อนหน้านี้เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของโควิด-19

ส่วนกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นประมาณการครั้งสุดท้าย สำหรับตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 2 โดยระบุว่า เศรษฐกิจหดตัวลง 31.4% ซึ่งเป็นการหดตัวรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ที่สหรัฐฯเริ่มมีการรวบรวมข้อมูลดังกล่าวเมื่อ 70 ปีก่อน

อย่างไรก็ดี ตัวเลขประมาณการครั้งที่ 3 สำหรับ GDP ประจำไตรมาส 2 ดีกว่าตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 ที่ระบุว่าเศรษฐกิจหดตัวลง 31.7% และดีกว่าตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 ที่ระบุว่าเศรษฐกิจหดตัวลง 32.9%

ความเคลื่อนไหวของตลาดทุน ผลักนักลงทุนเมินสินทรัพย์เสี่ยงต่ำและฉุดราคาทองคำในวันพุธ(30ก.ย.) ปิดลบแรง โดยราคาทองคำตลาดโคเม็กซ์งวดส่งมอบเดือนธันวาคม ลดลง 7.70 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,895.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์

(ที่มา:รอยเตอร์/เอเอฟพี)

Let's block ads! (Why?)



"เศรษฐกิจ" - Google News
October 01, 2020 at 04:59AM
https://ift.tt/36ndG1U

น้ำมันปิดผสมผสาน,ทองลง หุ้นสหรัฐฯพุ่งจากข้อมูลทางเศรษฐกิจ - ผู้จัดการออนไลน์
"เศรษฐกิจ" - Google News
https://ift.tt/3crAsVL

Monday, September 28, 2020

เศรษฐกิจไทยศักยภาพต่ำลง ซมพิษโควิด-19 ธปท.แนะรัฐปรับโครงสร้างทันที - ไทยรัฐ

kuyupkali.blogspot.com

ธปท.ชี้พิษโควิด-19 ทำเศรษฐกิจไทยศักยภาพต่ำลง การแข่งขันลด แต่ความเหลื่อมล้ำเพิ่มสวนทาง จี้รัฐปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจทันที ก่อน “ทุน” หมด พร้อมแนะหยุดมาตรการเบี้ยหัวแตก แจกเงินเหวี่ยงแห แต่เจาะกลุ่มที่จำเป็น

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานสัมมนาวิชาการของ ธปท.ประจำปี 2563 ในหัวข้อ “ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ทำอย่างไรให้เกิดได้จริง” ว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 เพิ่มความรุนแรงของความเหลื่อมล้ำในเศรษฐกิจ และสังคมไทย ความเปราะบางในระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งลดทอนความสามารถในการแข่งขัน มากขึ้น ส่งผลต่อศักยภาพการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ดังนั้น ต้องปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้เกิดผลได้จริง และต้องทำทันที เพื่อรองรับชีวิตวิถีใหม่ เพราะธุรกิจหลังโควิด-19 จะมีการแข่งขันสูงขึ้น ดังนั้น เศรษฐกิจไทยต้องจัดสรร โยกย้ายทรัพยากร ไปสู่ธุรกิจที่มีผลิตภาพสูง และเน้นสร้างมูลค่าเพิ่มในทุกห่วงโซ่การผลิต “หลังโควิด หลายอุตสาหกรรมทั่วโลกยังมีกำลังการผลิตส่วนเกินสูงอีกหลายปี หากไม่ถูกจัดการ หรือโยกย้ายไปสู่ภาคการผลิตอื่น ผลิตภาพโดยรวมของเศรษฐกิจไทยจะยิ่งต่ำลง รวมทั้งผู้ประกอบการในภาคการผลิตเหล่านี้จะมีทุนลดลงเรื่อยๆ ขาดภูมิคุ้มกันที่จำเป็น ที่จะเผชิญภัย และความท้าทายในอนาคต”

นอกจากนี้ ต้องลดพึ่งพาภาคเศรษฐกิจใดภาคหนึ่งมากจนเกินไป จากปัจจุบัน ที่พึ่งพาการส่งออกมาก โดยต้องกระจายทรัพยากร และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง โดยรัฐต้องสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ บนรากฐาน 3 ด้าน คือ 1.คนไทยและธุรกิจไทยต้องมีผลิตภาพสูง มีความสามารถในการแข่งขัน 2.ต้องมีภูมิคุ้มกันที่ดี รับมือสถานการณ์ต่างๆ ที่ผันผวน ซับซ้อนและคลุมเครือในอนาคต 3.การกระจายผลประโยชน์จากการเติบโตเศรษฐกิจ ต้องทั่วถึง ไม่เกิดความเหลื่อมล้ำรุนแรงขึ้น “ประเทศเรามีความอ่อนแอ 3 ด้านนี้เพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นผ่านการกระจุกตัวทางเศรษฐกิจภาคครัวเรือน โดยรายได้ ของประชากรที่มีรายได้สูงสุด 1% แรกของประเทศ มูลค่าสูงถึง 20% ของรายได้ของประชากรทั้งประเทศ ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สุดมีเพียง 5% ของทั้งหมด แต่ครองส่วนแบ่งรายได้ 85% ของการผลิตนอกภาคเกษตร ความเหลื่อมล้ำนี้ เป็นอาการและสาเหตุของปัญหาสังคมอีกมาก”

อย่างไรก็ตาม การดำเนินมาตรการหลังจากนี้ควรทำภายใต้แนวคิด 3 ด้านคือ 1.การเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะสั้น ต้องสอดคล้องกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความยั่งยืน แม้การให้เงินเยียวยาผู้ตกงานและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบรุนแรงยังจำเป็น แต่ต้องทำควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการพัฒนาทักษะแรงงาน เพิ่มผลิตภาพของผู้ประกอบการ และปรับตัวไปสู่วิถีธุรกิจที่มีศักยภาพสูงในโลกหลังโควิด ไม่เช่นนั้น การออกมาตรการช่วยเหลือแบบเหวี่ยงแหสำหรับทุกคน จะทำให้ทรัพยากรที่มีจำกัด ถูกใช้แบบเบี้ยหัวแตก ขาดประสิทธิผล และไม่คุ้มค่า ด้านที่ 2 การปฏิรูปโครงสร้างจะไม่เกิดขึ้นได้จริง หากไม่สามารถย้ายทรัพยากรจากภาคเศรษฐกิจหนึ่งไปสู่อีกภาคเศรษฐกิจหนึ่งได้ ดังนั้น รัฐต้องสนับสนุนการโยกย้ายทรัพยากรจากภาคเศรษฐกิจที่มีกำลังการผลิตส่วนเกินไปยังภาคเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูงกว่า ส่วนด้านที่ 3 ยกระดับชนบท โดยให้ท้องถิ่นเป็นเป้าหมายสำคัญของการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ เพราะโควิดทำให้แรงงานย้ายกลับภูมิลำเนามากกว่า 1 ล้านคน ซึ่งจะต้องทำให้แรงงานเหล่านี้ เปลี่ยนเป็นพลังพลิกฟื้นเศรษฐกิจในต่างจังหวัด.

อ่านเพิ่มเติม...

Let's block ads! (Why?)



"เศรษฐกิจ" - Google News
September 29, 2020 at 07:25AM
https://ift.tt/30j4Dv3

เศรษฐกิจไทยศักยภาพต่ำลง ซมพิษโควิด-19 ธปท.แนะรัฐปรับโครงสร้างทันที - ไทยรัฐ
"เศรษฐกิจ" - Google News
https://ift.tt/3crAsVL

รู้เพื่อรอด!!! วัคซีนโควิด เศรษฐกิจ และการลงทุน - โพสต์ทูเดย์

kuyupkali.blogspot.com

รู้เพื่อรอด!!! วัคซีนโควิด เศรษฐกิจ และการลงทุน

วันที่ 29 ก.ย. 2563 เวลา 07:37 น.

คอลัมน์ ตลาดนัดการเงิน โดย...พรชัย อร่ามอาภากุล ผู้บริหารงานส่งเสริมการลงทุนลูกค้า CFP ธนาคารกสิกรไทย

ความหวังอันสูงสุดที่ทุกคนทั่วโลกเฝ้ารอในเวลานี้ คงไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่า “วัคซีนโควิด-19” อีกแล้ว เพราะจะทำโลกให้หลุดพ้นหนึ่งในวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดไปได้ และจะส่งผลกระทบเชิงบวกอย่างมากต่อเราทุกคน ทั้งด้านวิถีชีวิต เศรษฐกิจและการลงทุน ซึ่งในช่วงปลายปี 2020 นี้ การแข่งขันที่สำคัญที่สุดคือการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ถือได้ว่าเข้มข้นเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับ 3 ประเทศมหาอำนาจทั้ง สหรัฐฯ จีน และรัสเซีย เทคโนโลยีสุดล้ำหน้าถูกนำมาใช้ในกระบวนการวิจัยและพัฒนา เพื่อย่นย่อระยะเวลาให้สั้นลง เพื่อให้ได้วัคซีนออกมาโดยเร็วที่สุด การทดลองวัคซีนในมนุษย์ประกอบไปด้วย 3 ระยะ ซึ่งแต่ละระยะจะเพิ่มจำนวนอาสาสมัครในการทดลองมากขึ้นเรื่อยๆ

• ระยะที่ 1 ทดสอบในมนุษย์แบบปลอดภัย เพื่อหาขนาด (Dose) ที่เหมาะสม และทดสอบความปลอดภัย โดยจะทดสอบในอาสาสมัครหลายกลุ่มไม่เกิน 100 คน ใช้ระยะเวลา 2-3 เดือน

• ระยะที่ 2 ขยายการทดสอบในมนุษย์ เพื่อหาประสิทธิภาพในการป้องกันโรค และทดสอบความปลอดภัย โดยจะทดสอบในอาสาสมัคร 500 คน ใช้ระยะเวลา 4-5 เดือน

• ระยะที่ 3 ทดสอบในมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ และค้นหาผลข้างเคียง (ทดสอบในอาสาสมัคร 3000-5000 คน และดูว่ามีกี่คนที่ยังติดเชื้อ ใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน

ในความเป็นจริงแล้วการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เพราะมีอุปสรรคหลายเรื่อง ทั้ง ต้นทุนการผลิตสูง การแข่งขันกับเวลา และโอกาสประสบความสำเร็จที่ตามสถิติแล้วไม่สูงนัก ประเด็นที่สำคัญคือโค้งสุดท้ายของพัฒนาวัคซีนจะส่งผลต่อ แนวโน้มเศรษฐกิจอย่างไร และ ควรวางแผนการลงทุนอย่างไร เรามาไล่เรียงทีละประเด็น

วัคซีนโควิด-19 จะพร้อมใช้เมื่อไร?

มีความเป็นไปได้พอสมควรที่เราอาจได้เห็นการพัฒนาวัคซีนสำเร็จภายในปี 2020 นี้ แต่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าจะพัฒนาวัคซีนได้สำเร็จในช่วงกลางปี 2021 โดยหากดูจากข้อมูลในเดือนกันยาน 2020 พบว่ามีถึง 2 บริษัทจากจีน ที่อนุมัติการใช้งานวัคซีนแต่ยังคงอยู่ในวงจำกัด (Limited Use) คือ วัคซีนโควิด-19 ของ CanSinoBio และวัคซีนของ Sinovac และ มีอีก 1 วัคซีนต้านโควิด-19 ของสถาบันวิจัย Gamaleya ของรัสเซียที่ใช้ชื่อว่า วัคซีนสปุตนิก เป็นวัคซีนที่เข้าสู่ระยะที่ 3 หลังทางการรัสเซียประกาศอนุมัติการใช้ก่อน (Early Use) ไปแล้ว ถือได้ว่าความหวังใกล้จะเป็นความจริงเข้าไปทุกที นอกจากนี้ยังมีกว่า 10 บริษัทชื่อดังที่อยู่ในการทดลองระยะที่ 3 และคาดหมายว่าอาจสามารถผลิตวัคซีนได้เป็นกลุ่มแรกๆ ได้ เช่น Pfizer(สหรัฐฯ), Moderna (สหรัฐฯ), AstraZeneca (ยุโรป) โดยยังต้องติดตามผลการทดสอบเป็นระยะที่จะมีความคืบหน้าอย่างชัดเจนในช่วงปลายปีนี้

เศรษฐกิจไทย...ก็ต้องการวัคซีนเช่นกัน

ดูเผินๆ เรารู้สึกว่า ผู้ติดเชื้อ โควิด-19 ในประเทศไทยมีจำนวนไม่มากนัก เรามีมาตรการต่างๆที่น่าจะ “เอาอยู่” และตอนนี้สถานการณ์ก็เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ รถเริ่มติด ห้างเริ่มเต็ม เศรษฐกิจก็น่าจะเริ่มฟื้นได้แล้ว รู้หรือไม่ว่าเศรษฐกิจไทยนั้นพึ่งพิงการส่งออกและท่องเที่ยวถึง 70%!! ดังนั้นแม้ว่าเราจะควบคุมโควิด-19 ได้ดี แต่หากเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจอย่างการส่งออกมีปัญหา เศรษฐกิจไทยย่อมฟื้นตัวได้ยาก ส่วนวัคซีนต้านโควิด-19 ของไทยยังคงอยู่ในระยะก่อนการทดสอบในมนุษย์ ซึ่งกำลังเร่งผลักดันให้เริ่มต้นทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 1 โดยหวังว่าไทยจะผลิต “วัคซีนโควิด-19” เร็วสุดกลางปี 64 ส่วนวัคซีนทางเศรษฐกิจไทยคงหนีไม่พ้นการกระตุ้นการบริโภคจากภาครัฐโดยเฉพาะการท่องเที่ยวในประเทศ และการลงทุนจากภาครัฐ นอกจากนี้ยังรวมถึงเสถียรภาพของภาครัฐฯที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมา โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและจะเริ่มฟื้นตัวได้อย่างช้าๆ ในปีหน้า

เศรษฐกิจโลกยุคโควิด ใครรุ่งใครร่วง?

เชื้อโควิด-19 เป็นเหมือนฝนตกครั้งใหญ่ที่ทุกคนเปียกกันหมด บางประเทศได้รับผลกระทบมาก บางประเทศกระทบน้อย ขึ้นอยู่กับหลายมิติทั้งความพร้อมในการบริหารจัดการรับมือ โครงสร้างเศรษฐกิจ ความมีวุฒิภาวะของผู้นำ ล้วนส่งผลต่อผลกระทบทั้งสิ้น โดยประเทศกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบจำกัดและเศรษฐกิจยังสามารถเติบโตได้ เช่น จีนและเวียดนาม ซึ่งนอกจากจะสามารถควบคุมการติดเชื้อได้ดีแล้วยังมีโครงสร้างเศรษฐกิจกิจที่ดีอีกด้วยส่งผลให้เศรษฐกิจพื้นตัวได้เร็ว ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของโลกคือประเทศกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักซึ่งดูได้จากอันดับจำนวนผู้ติดเชื้อสูงสุดของโลกทั้ง สหรัฐฯ อินเดีย บราซิล และรัสเซีย

ไม่ใช่ว่าทุกตลาดหุ้น...จะแย่เหมือนเศรษฐกิจ

รู้หรือไม่ว่าหลายตลาดหุ้นของประเทศที่เศรษฐกิจย่ำแย่จากโควิด แต่สามารถสร้างผลตอบแทนเป็นบวกได้ในปีนี้ ที่เราเห็นได้ชัดเจนคือ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเหตุผลที่เป็นเช่นนั้น เพราะว่ามีหลายบริษัทขนาดใหญ่ของสหรัฐฯที่ได้ประโยชน์จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งก็คือบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น Facebook, Apple, Netflix, Google จากการที่เราถูกบังคับให้ต้องอยู่บ้านมากขึ้นเดินทางน้อยลงกลับเป็นโอกาสของธุรกิจเหล่านี้ หากเปรียบเทียบ โควิด19 เป็นฝนที่ตกหนักต่อเนื่องที่ทำให้เราเปียกทุกคน แต่บริษัทขายร่มจะยิ้มอย่างแน่นอน เพราะร่มย่อมขายดีขึ้น บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เหล่านี้เปรียบได้ดังบริษัทผลิตร่มนั่นเอง หันมาดูที่ประเทศไทย ที่ชัดเจนแล้วว่าเศรษฐกิจเราสาหัส นอกจากนี้บริษัทขนาดใหญ่ในประเทศไทยนั้นแทบไม่มีบริษัทเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ได้ประโยชน์จากการเกิด โควิด19 เลย แน่นอนว่านี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปี 2020 นี้ ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงกว่า 20% ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการเลือกลงทุนเฉพาะตลาดหุ้นไทยเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายอีกต่อไป จำเป็นที่เราต้องมีการกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดหุ้นต่างประเทศด้วย ซึ่งคาดว่าจะเป็นอีก 1 New normal สำหรับการลงทุนยุคโควิด ถือเป็นโชคดีมากที่ปัจจุบันเรามีเครื่องมือการลงทุนหุ้นต่างประเทศที่สะดวก อย่างกองทุนรวม รวมทั้งการเข้าถึงข้อมูลการลงทุนก็ค่อนข้างง่าย

พฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่า (Search for yield) จะกลับมาอย่างแน่นอน

ในภาวะดอกเบี้ยต่ำติดดิน และมีแนวโน้มที่จะต่ำแบบนี้อย่างต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 1-2 ปี ดังนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องวางแผนลงทุนอย่างจริงจัง อย่างวิกฤตโควิดรอบนี้มีบางสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์ชัดเจน เช่น ราคาทองคำที่ปรับพุ่งขึ้นอย่างมากจนน่าตกใจ ดังนั้นสิ่งที่อยากนะนำด้านการลงทุนคือ

o มีการจัดสรรเงินลงทุน โดยกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลายทั้ง ตราสารหนี้ หุ้นทั้งในและต่างประเทศ ทองคำ รวมทั้งอสังหาริมทรัพย์

o ควรลงทุนอยู่ตลอดเวลา เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่า โอกาสจะมาเมื่อไร จึงจำเป็นที่ต้องมีการลงทุนตลอดเวลาเพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาว

o เลือกการลงทุนที่เหมาะกับความเสี่ยงที่รับได้ เอาว่าต้องอย่างน้อยลงทุนแล้วต้องนอนหลับสบาย ไม่เครียดจนเกินไป

o และอย่าลืม เตรียมสภาพคล่องทางการเงิน โดยปกติเราควรมีสินทรัพย์สภาพคล่อง เช่น เงินสด เงินฝากธนาคาร ที่เรามีไว้ใช้หรือสำรองไว้ใช้สำหรับค่าใช้จ่ายประจำขั้นต่ำ 3 – 6 เดือน

ขอให้เราผ่านวิกฤตโควิดครั้งนี้ไปด้วยกันครับ

Let's block ads! (Why?)



"เศรษฐกิจ" - Google News
September 29, 2020 at 07:48AM
https://ift.tt/30fnYgJ

รู้เพื่อรอด!!! วัคซีนโควิด เศรษฐกิจ และการลงทุน - โพสต์ทูเดย์
"เศรษฐกิจ" - Google News
https://ift.tt/3crAsVL

Sunday, September 27, 2020

วิกฤตขัดแย้งแก้รัฐธรรมนูญ...ซ้ำเติมฟื้นเศรษฐกิจไทย - โพสต์ทูเดย์

kuyupkali.blogspot.com

วิกฤตขัดแย้งแก้รัฐธรรมนูญ...ซ้ำเติมฟื้นเศรษฐกิจไทย

วันที่ 28 ก.ย. 2563 เวลา 08:40 น.

คอลัมน์ เศรษฐกิจรอบทิศ

เมื่อค่ำวันพฤหัสบดีที่ผ่านมามีการประชุมรัฐสภาเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญซึ่งมีถึง 6 ญัตติเป็นการประชุมที่ดุเดือดมีการแบ่งออกเป็นกลุ่มที่ต้องการรุกแก้มาตราที่มาของส.ว. และอำนาจหน้าที่โดยเฉพาะการมีสิทธิ์โหวตนายกรัฐมนตรี ขณะที่อีกกลุ่มส่วนใหญ่เป็นซีกรัฐบาลและส.ว.ต้องการรักษาฐานที่มั่นและอยากได้รัฐธรรมนูญที่ยังคงให้ผู้มีอำนาจยังคงอยู่ต่อไปนาน ๆ  เป็นที่ทราบกันดีว่าการเมืองทั้งของไทยและทุกประเทศเป็นเรื่องของการแข่งขัน-ช่วงชิง-แบ่งปันเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจและผลประโยชน์ ในระบอบประชาธิปไตยต้องหาพวกเยอะ ๆ ไม่มีเพื่อน ไม่มีศัตรูที่ถาวร อาศัยประชาชนเป็นฐานสนับสนุนผ่านการเลือกตั้งพอหย่อนบัตรเสร็จก็หมดหน้าที่ทำอะไรไม่ได้ไปรอดูหน้าทีวีหรือโซเซียลมีเดียเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับ

การผลิกโพลของรัฐสภาที่ตกลงกันไม่ได้เกี่ยวกับการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเห็นไม่ตรงกันนำไปสู่การตั้ง “กรรมธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญก่อนรับหลักการ” แต่ฝ่ายค้านไม่เล่นด้วยเห็นว่าเป็นการเตะถ่วงซื้อเวลาจึงม่เสนอชื่อส.ส.เข้าร่วมเพราะด้วยจำนวนก็แพ้โหวตอยู่ดี ท่ามกลางกระแสกดดันกลุ่มนอกสภาที่ผ่านมามีการยกระดับทั้งจำนวนคนที่เข้าร่วมและเพิ่มข้อเรียกร้องเกินเลยจากสัญลักษณ์ “ชู 3 นิ้ว” ไปมากจนดูว่าจะหาทางลงตัวได้อย่างไร    ทำให้การแก้ปัญหากำลังเข้าสู่โหมดทางตัน ข้อวิตกกังวลคือปัญหาการเมืองนอกสภาแบ่งแยกกลุ่มเห็นด้วยและเห็นต่างกำลังก่อตัวกลับไปเหมือนเมื่อ 7 ปีที่แล้วซึ่งรอบนี้จะหนักและเข้มข้นมากกว่าที่ผ่านมา ศูนย์กลางของความขัดแย้งไปตกอยู่ที่ตัวนายกรัฐมนตรี อีกทั้งกลุ่มพลังที่ออกมาส่วนใหญ่เป็นนักเรียน นักศึกษา เยาวชน ตัวผู้นำที่แท้จริงไม่รู้ว่าเป็นใครจะเจรจากับใครก็ลำบาก การใช้กำลังเจ้าหน้าที่เหมือนเมื่ออดีตอาจมีข้อจำกัดเพราะกลายเป็นการรังแกเด็ก  ซึ่งสถานการณ์จะยิ่งบานปลายคุมกันไม่อยู่

แน่นอนสถานการณ์เช่นนี้ย่อมมีผลกระทบโดยตรงด้านเศรษฐกิจซึ่งอยู่ในภาวะตกต่ำขาดความชัดเจนไม่รู้จะฟื้นตัวได้อย่างไรเนื่องจากไปอิงกับเศรษฐกิจโลกซึ่งกำลังทรุดตัวมากสุดในรอบศตวรรษ ล่าสุดองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุว่าตั้งแต่ช่วงโควิดจนถึงสิ้นสุดไตรมาส 3 มีพนักงาน-แรงงานที่มีงานประจำทั่วโลกตกงานไปแล้ว 840 ล้านคน  คิดเป็นรายได้ที่หายไปเป็นเงินไทย 110.25 ล้านล้านบาท

ขณะที่กระทรวงแรงงานและรองนายกรัฐมนตรีผู้ที่ดูแลด้านเศรษฐกิจระบุว่าการว่างงานยังปกติดีแถมมีอัตรารอคนมาสมัครอีก 1.239 ล้านตำแหน่ง ใครไม่มีงานทำให้ไปสมัครได้ที่งาน Job Expo (วันที่ 26-28 ก.ย. 63)  แสดงว่าเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งขนาด GDP ไตรมาส 2 หดตัวร้อยละ 12.2 หนักสุดเท่าที่เคยมี ทุกประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญการว่างงานครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์แต่ประเทศไทยมีงานเป็นล้านตำแหน่งแต่ไม่มีคนมาสมัคร จบการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดคงมีนักวิชาการ-นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกเข้ามาดูงานและใช้เป็นกรณีศึกษาของโลก

กลับมาเรื่องเศรษฐกิจภายใต้ภาวะวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในเวลาที่ซึ่งประจวบเหมาะกับช่วงเศรษฐกิจของประเทศไม่ปกติกำลังทรุดตัวจะเป็นปัจจัยซ้ำเติมการแก้ปัญหาทั้งมาตรการเยียวยา-กระตุ้นและฟื้นฟูให้ภาคเอกชนกลับมาขับเคลื่อนซึ่งปัจจุบันมาตรการต่าง ๆ ออกมาแบบกระท่อนกระแท่นมีข้อจำกัดมากมายเป็นปัจจัยลบทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปัจจุบันและหลังวิกฤตโควิดจะฟื้นตัวได้ลำบากและเป็นการซ้ำเติมวิกฤตให้หนักเป็นทวีคูณ เนื่องจากที่ผ่านมาเครื่องมือต่าง ๆ ในการกู้วิกฤตแทบจะไม่ทำงานสะท้อนจากดัชนีการลงทุนที่หดตัวและการนำเข้าเครื่องจักรสินค้าทุนที่หดตัวมาต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีและหนักสุดในช่วงเดือนกรกฎาคม ภาคการผลิตหดตัว

ด้านการนำข้า-ส่งออกจะหดตัวทำสถิติสำหรับด้านท่องเที่ยวที่มีโครงการกระตุ้นแพ็คเกจต่าง ๆ เช่น “เราเที่ยวด้วยกัน” มีการเพิ่มวันหยุดเดือนหน้าจะออกมาอีกชุดพร้อมด้วยเงินอุดหนุน คงช่วยเศรษฐกิจได้บ้างแต่คนส่วนใหญ่ไม่มีสตางค์ยังจะมีกระจิตกระใจไปเที่ยวอีกหรือ ด้านนักท่องเที่ยวต่างชาติกำลังมีแพ็คเกจ “STV : Special Tourist Visa” รอบแรกนำร่อง 300 คนคงได้เป็นแค่ลูกอมให้ชุ่มคอแต่แก้หิวไม่ได้

ในเวลาเช่นนี้คงต้องช่วยกันประคับประคองความขัดแย้งอาจเห็นต่างมีได้แต่ต้องคำนึงถึงปากท้องเป็นเรื่องสำคัญ ขณะเดียวกันประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่เป็นของแปลกแก้กันมา 22 ครั้งและในอนาคตคงแก้ไขกันอีกเป็นสิบครั้งถือเป็น “New Normal” ของสังคมการเมืองแบบไทย ๆ มานานแล้ว ประเด็นแก้รัฐธรรมนูญขณะนี้เป็นกระแสแรงควรให้มี “สสร.” ด้วยการสรรหาคนจากภาคส่วนต่าง ๆ รวมทั้งกลุ่มนักศึกษาให้เข้ามามีส่วนร่วมวางกรอบให้ชัดว่าจะแก้กันอย่างไรจะแก้มากน้อยเป็นบางมาตราว่ากันให้ตกผลึก แต่ที่จะให้สุดโต่งสำหรับสังคมไทยวันนี้อาจรับไม่ได้ ที่สำคัญก่อนนำไปทำประชามติต้องชี้แจงประชาชนให้เข้าใจไม่ใช่ออกมา “ซับซ้อนซ้อนเงื่อน” เหมือนคราวที่แล้วซึ่งตัวผมเองก็โดนไปด้วยเพราะเชื่อคนที่ทำว่าคงไม่มีอะไรซ่อนเร้นคราวนี้อย่าให้เขาหลอกอีก

สถานการณ์ที่ครุกกรุ่นและเปราะบางอย่างที่เป็นอยู่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะทำอะไรต้องรอบคอบให้มองคนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นด้วยความเมตตาเป็นลูกเป็นหลานเป็นคนไทยด้วยกัน สำหรับนักศึกษา-เยาวชนตัวจริงที่ใสปิ๊งปิ๊งต้องมองออกไปไกล ๆ เวลายังมีอีกมากอย่าให้กลายเป็นเครื่องมือของใครโดยเฉพาะนักการเมืองอาชีพ...พวกนี้เซียนทั้งนั้นนะครับ

( สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์  www.tanitsorat.com หรือ https://ift.tt/38GUnQt )

  

Let's block ads! (Why?)



"เศรษฐกิจ" - Google News
September 28, 2020 at 09:00AM
https://ift.tt/30cZncm

วิกฤตขัดแย้งแก้รัฐธรรมนูญ...ซ้ำเติมฟื้นเศรษฐกิจไทย - โพสต์ทูเดย์
"เศรษฐกิจ" - Google News
https://ift.tt/3crAsVL

เศรษฐกิจไทย 'ยังหนัก' ต้องเร่งฟื้นจากฐานราก - กรุงเทพธุรกิจ

kuyupkali.blogspot.com

28 กันยายน 2563 | โดย [บทบรรณาธิการ]

71

แม้ กนง.ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 63 เหลือหดตัว 7.8% จาก 8.1% แต่ก็ปรับลดคาดการณ์การเติบโตปี 64 เหลือ 3.6% จาก 5% สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยวันนี้ยังอาการหนัก หนทางออกสำคัญต้องเน้นไปที่การพึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น และพลิกฟื้นเศรษฐกิจจากฐานราก

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)​ โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับ “ประมาณการ” เศรษฐกิจไทยในปี 2563 ใหม่ เป็น “หดตัวน้อยลง" เหลือ 7.8% จากคาดการณ์เดิมที่หดตัว 8.1% ...ฟังแบบนี้ อาจให้ความรู้สึกว่า เศรษฐกิจไทย “กำลังดีขึ้น” แต่ถ้าไปดูตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจในปี 2564 ที่ กนง.ประเมินไว้ใหม่ ก็คงต้องเบรกความคิดนี้เอาไว้ เพราะ กนง.ได้ปรับลดคาดการณ์ “การเติบโต” ของเศรษฐกิจไทยปีหน้าลงเหลือ 3.6% จากประมาณการเดิมที่เคยประเมินว่าจะเติบโตระดับ 5%

ประมาณการใหม่ของ กนง. สะท้อนว่า กนง.กำลังมองเศรษฐกิจไทยช่วง 2 ปีนี้ (2563-2564) “หนักกว่าคาด” เพราะตัวเลขคาดการณ์เดิมเฉลี่ย 2 ปี หดตัวปีละประมาณ​ 1.55% แต่ประมาณการใหม่หดตัวเฉลี่ยปีละ 2.1% สาเหตุหลักเป็นผลจากการที่เรายังไม่สามารถ “เปิดประเทศ” ได้อย่างเต็มที่ ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทยในระยะข้างหน้า มีแนวโน้มฟื้นตัวช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ โดย กนง.ได้ปรับลดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยลงเหลือ 9 ล้านคน จากคาดการณ์เดิมที่ 16.2 ล้านคน

จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้ม “ต่ำกว่า” ประมาณการเดิมแบบมีนัยสำคัญ แน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อ “การบริโภค” ในประเทศอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เราจึงเห็น กนง. “ปรับลด” ตัวเลขการเติบโตของการบริโภคภาคเอกชนในปีหน้าลงมาเหลือ 2% จากคาดการณ์เดิมที่ 2.5% โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฟื้นตัวช้า ย่อมส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งช่วงที่ผ่านมาถือเป็น “พระเอก” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ...ที่ต้องจับตา คือ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มว่าจะฟื้นตัวช้ากว่าคาด จะส่งผลกระทบต่อ “ธุรกิจ” ที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้อย่างไร บริษัทที่สายป่านสั้น ขาดสภาพคล่องคงต้อง “ปิดกิจการ” จำนวนคนตกงานจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ถือเป็นเรื่องที่ภาครัฐต้องลงมาดูแลอย่างจริงจัง

ย้อนไปช่วงหลายปีก่อน ราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ โดยเฉพาะ “ข้าว” ทำให้แรงงานใน “ภาคเกษตร" ต้องย้ายมาทำงานใน “ภาคบริการ” กันมากขึ้น เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สร้างความคึกคักให้กับเศรษฐกิจในภาคบริการ แต่เวลานี้ภาคบริการกำลังเผชิญผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤติโควิด หลายธุรกิจเริ่มปิดตัว ทำให้แรงงานกลุ่มนี้บางส่วนต้องย้ายกลับไปสู่ “ภาคเกษตร” เรื่องนี้จึงเป็นโจทย์ท้าทาย​ “ภาครัฐ” ว่าจะดูแลแรงงานกลุ่มนี้อย่างไร ยิ่งถ้าหันมาดูราคาสินค้าเกษตรในปัจจุบันแล้ว สถานการณ์ดู "น่าเป็นห่วง" ไม่แพ้กัน

ราคาสินค้าเกษตรโดยเฉพาะ “ข้าว” ช่วงไตรมาส 2 ต่อเนื่องถึงต้นเดือน ก.ย. นับว่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ล่าสุด “ราคา”​ กำลัง “ดิ่งลงอย่างหนัก” จากปริมาณผลผลิตที่ออกมาเยอะเกินความต้องการ หากสถานการณ์ด้านราคายังไหลลงต่อเนื่อง ปัญหาปากท้องจะยิ่งกลับมาเป็นประเด็น เราหวังว่ารัฐจะเข้ามาดูแลเรื่องเหล่านี้อย่างใกล้ชิด และการดูแลต้องไม่ทำเฉพาะด้านราคา แต่ต้องดูรวมไปถึงระบบสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการทำเกษตร เพราะถึงแม้ราคาสินค้าเกษตรจะกลับมาดี แต่เกษตรกรไม่มีน้ำใช้ ไม่มีน้ำในการทำเกษตร ผลผลิตก็ไม่เกิด ปัญหาต่างๆ ก็จะวนกลับมาที่เดิม เราเห็นว่าวิกฤติโควิดที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาเศรษฐกิจจากภายในประเทศที่มากขึ้น ดังนั้นการมุ่งแก้ปัญหาภาคเกษตรแบบยั่งยืน พลิกฟื้นเศรษฐกิจจากฐานรากจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ภาครัฐต้องเพิ่มน้ำหนักในการดูแล!

Let's block ads! (Why?)



"เศรษฐกิจ" - Google News
September 28, 2020 at 06:16AM
https://ift.tt/3mWk0mK

เศรษฐกิจไทย 'ยังหนัก' ต้องเร่งฟื้นจากฐานราก - กรุงเทพธุรกิจ
"เศรษฐกิจ" - Google News
https://ift.tt/3crAsVL

Saturday, September 26, 2020

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวเมืองไทย ช่วยเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัว - หนังสือพิมพ์แนวหน้า

kuyupkali.blogspot.com

วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.05 น.

การช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกันของคนไทยในยามนี้ไม่มีอะไรดีไปกว่าการแสดงความรักต่อกัน เห็นอกเห็นใจกันและกัน แล้วที่สำคัญอีกประการก็คือ การชวนกันออกไปท่องเที่ยวในที่ต่างๆ บนแผ่นดินไทยของเรา

กล่าวได้ว่าทุกพื้นที่ทุกดินแดนของไทยมีของดีของงามเป็นของประจำถิ่นทั้งสิ้น แต่ละแห่งล้วนมีรากเหง้าของศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีภูมิปัญญาชาวบ้าน และแหล่งโบราณคดี นอกจากนี้ แต่ละแหล่งท่องเที่ยวยังมีเสน่ห์ในเรื่องอาหารการกิน ลักษณะบ้านเรือน รูปแบบพาหนะประจำถิ่น รูปลักษณ์การแต่งกาย พืชพันธุ์ประจำถิ่น และสัตว์ประจำถิ่น ทั้งหมดนี้คือเอกลักษณ์ และอัตลักษณ์ที่เป็นมนต์เสน่ห์ของท้องถิ่นทั้งสิ้น 

วันนี้ Mr. Flower จะพาคุณไปสัมผัสเอกลักษณ์เฉพาะของจังหวัดกระบี่ ด้วยการพาคุณนั่งเรือหัวโทงลัดเลาะเที่ยวกระบี่ด้วยกัน ชีวิตชาวเล (ชาวทะเล) ในฝั่งอันดามันผูกพันกับเรือมานานแสนนาน คนรุ่นปู่ย่าตายายชาวกระบี่เล่าว่า บรรพบุรุษของคนย่านนี้ใช้ปัญญาเพื่อนำพาให้ตัวเองอยู่รอดปลอดภัย มีการดัดแปลงวัสดุธรรมชาติเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต เรือหัวโทงก็คือหนึ่งในภูมิปัญญาชาวบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวกระบี่ เรือชนิดนี้เป็นพาหนะประจำถิ่นของชาวเลทุกคน แม้จะเป็นเรือขนาดเล็ก แต่มีเอกลักษณ์เฉพาะคือมีหัวเรือสูงเชิดแล้วมีทวนหัวที่ยื่นสูงขึ้นไปสูงประมาณ 80-100 เซนติเมตร ส่วนเรือจะมีความยาว 7-10 เมตรเศษๆ มีคำบอกเล่าว่าเรือชนิดนี้มีต้นกำเนิดที่บ้านหาดยาว ซึ่งอยู่ในพื้นที่หลายตำบล เช่น ตลิ่งชัน เหนือคลอง และเกาะกลาง ในพื้นที่จังหวัดกระบี่แต่ก็จะพบว่ามีเรือชนิดนี้อยู่ในพังงา ภูเก็ต ระนอง ตรัง สตูลอีกด้วย เรือนี้มีความปราดเปรียวในยามแล่นไปบนผิวน้ำ เพราะมีน้ำหนักเบา ทนทานต่อการใช้งาน และใช้งานได้สารพัดชนิด

มีคำถามว่าหัวโทงมาจากไหน มีคำบอกเล่าเช่นกันว่าน่าจะมาจากคำว่าหัวธง หรือหัวตรง โดยส่วนหัวที่เป็นทวนสูงขึ้นไปนั้น สามารถใช้เป็นจุดเล็งแนวการแล่นเรือได้อย่างแม่นยำ แต่สุดท้ายคำว่าหัวธง หรือหัวตรง ก็เพี้ยนเป็นหัวโทง ส่วนอีกความเห็นคือ น่าจะมาจากชื่อของปลาโทงหรือโทงเทง ปลาปากยาวที่มีความแหลมคม ว่ายน้ำโต้คลื่นทะเลได้เก่ง ซึ่งคล้ายกับเรือหัวโทงที่โต้คลื่นได้ดี

ทริปล่าสุดที่ Mr. Flower ลงไปสัมผัสกระบี่ ก็ได้ไปร่วมทาสีเรือหัวโทงให้มีสีสันสวยสุดสะดุดตา และสร้างเอกลักษณ์เฉพาะให้กับกระบี่ด้วย โดยรูปที่ใช้ตกแต่งเรือ
ก็คือพืชพันธุ์และดอกไม้ประจำถิ่นของกระบี่

ทริปล่าสุดนี้ นอกจากได้ช่วยกันทาสีวาดภาพตกแต่งเรือหัวโทงแล้ว ยังได้ทดลองระบายสีบนผ้าบาติกทำผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติ รับประทานอาหารพื้นถิ่นรสชาติสุดแสนอร่อย แล้วยังได้ไปท่องเที่ยวดูชีวิตประจำวันของชาวชุมชนเกาะกลาง ซึ่งเป็นชุมชนที่แสนน่ารัก เพราะทุกคนในชุมชนอยู่กันด้วยความสมัครสมานสามัคคี ที่น่ารักมากมายอีกอย่างหนึ่งคือบนเกาะกลางนี้ไม่มีรถยนต์ มีเพียงจักรยานยนต์เท่านั้น ประชากรบนเกาะกลางมีผู้นับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่ มีผู้นับถือศาสนาพุทธอยู่บ้างไม่มากนัก แต่ทุกคนรักใคร่สามัคคีกันเป็นอย่างดี 

นอกจากไปชมเกาะกลาง ด้วยการนั่งเรือหัวโทงแล้ว ยังได้ลิ้มรสชาติอาหารทะเลและอาหารประจำถิ่น เช่นแกงส้ม (แกงเหลือง) รสชาติจัดจ้านมากจนติดใจ แล้วยังได้ไปชมวัดพระมหาธาตุแหลมสัก ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ ณ บริเวณใกล้กับปลายแหลมสัก โดยวัดนี้เป็นศูนย์รวมใจของผู้นับถือพุทธศาสนา ในบริเวณแหลมสัก ส่วนในยามเช้าก็นั่งเรือหัวโทง ไปชมท้องทะเลแหลมสัก ชมตุกนทราย คือโขดหินและสันทรายกลางทะเล ที่สามารถชมวิวทะเลและหน้าผาพร้อมขุนเขาที่งดงาม แต่การไปชมตุกนทรายนั้นต้องไปเฉพาะช่วงข้างขึ้นและข้างแรม 3-6 ค่ำเท่านั้น วันอื่นตุกนทรายไม่โผล่พ้นผิวน้ำ นอกจากนี้ยังได้ชมภาพเขียนประวัติศาสตร์ยุค 3 พันปี ที่ถ้ำชาวเล และชมเขาเหล็กโคนเขาหินปูนกลางน้ำทะเล แล้วไปดูการเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นและกระชังปลาช่อนทะเล กะพง เก๋า และกุ้งมังกร ชมป่าโกงกางที่แสนอุดมสมบูรณ์ ชมนกชมไม้จนสำราญใจ แล้วช่วงเย็นก็กลับมาแต่งกายด้วยชุดบ๊ะบ๋ายะหยา ถ่ายภาพกับบ้านสวยสีฟ้าศิลปะชิโน-โปรตุกีส ณ แหลมสัก รับประทานอาหารค่ำริมทะเลพร้อมชมการแสดงพื้นเมืองโดยชาวชุมชน ผสมกับการแสดงของนักเรียนจากโรงเรียนในชุมชน

ส่วนวันรุ่งขึ้นมีการสัมมนาเรื่องส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน โดยผู้เข้าร่วมสัมมนามาจาก ททท. กฟผ. สภาวัฒนธรรมจังหวัดกระบี่ ตัวแทนภาควิชาการด้านศิลปะแขนงต่างๆ จากมหาวิทยาลัยหลายแห่ง และตัวแทนภาคเอกชนที่ทำธุรกิจด้านบริการท่องเที่ยวโรงแรมในกระบี่ และที่สำคัญคือมีตัวแทนชุมชนที่มีแหล่งท่องเที่ยวมาร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย

ในยามนี้เราทุกคนสามารถช่วยเหลือกันและกัน เพื่อให้เศรษฐกิจของเราสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ด้วยการท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอยภายในบ้านในเมืองของเราห้างร้านบริษัทเอกชนและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐต้องช่วยกันท่องเที่ยวในบ้านของเรา เพื่อให้คนในบ้านเรามีงานทำ ภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและภาคบริการจะได้สามารถมีชีวิตยืนยาวต่อไปได้ และเศรษฐกิจของบ้านเราจะได้ไม่หยุดนิ่งชะงักงัน ซึ่งจะส่งผลดีให้กับภาพรวมของประเทศในที่สุด 

ห้างร้าน องค์กร หรือผู้ใดสนใจร่วมท่องเที่ยวทริปแสนสนุก เที่ยวแบบละมุนละไม เจาะลึกความเป็นอยู่ของชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศไทย โปรดติดต่อ Mr. Flower091-7233615  

Let's block ads! (Why?)



"เศรษฐกิจ" - Google News
September 27, 2020 at 06:05AM
https://ift.tt/344LMVt

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวเมืองไทย ช่วยเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัว - หนังสือพิมพ์แนวหน้า
"เศรษฐกิจ" - Google News
https://ift.tt/3crAsVL

Friday, September 25, 2020

เมื่อเศรษฐกิจไทยซึมยาว 2 ปี อ่าน 4 แนวทางที่แบงก์ชาติอาจต้องทำหากเศรษฐกิจแย่ลง - thestandard.co

kuyupkali.blogspot.com

เมื่อวานนี้ (23 กันยายน) คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.5% ต่อปี ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทาง กนง. มองว่าเศรษฐกิจไทยปี 2563 นี้อาจหดตัว 7.8% น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้าที่ 8.1% สาเหตุเพราะไตรมาส 2/63 GDP ที่ติดลบ 12.2% ถือว่าน้อยกว่าที่คิด

ทั้งนี้หลังการประกาศค่าเงินบาทอยู่ที่ราว 31.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าเป็นระดับที่อ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 1 เดือน กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มองว่า จากต้นปี 2563 ถึงปัจจุบัน ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงราว 5% เป็นผลจากเงินทุนไหลออก และยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงมา โดย กนง. มองว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่ารวดเร็วอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และต้องติดตามการประชุม กนง. ในรอบถัดไปช่วงเดือนพฤศจิกายน 2563

EIC มอง 4 แนวทางที่แบงก์ชาติน่าจะทำหากเศรษฐกิจแย่ลง

อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังระบุว่า เศรษฐกิจไทยต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปีในการฟื้นตัวหรือฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้กลับสู่ช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 ดังนั้นหลังจากนี้อาจจะเห็นการเคลื่อนไหวของ ธปท. ​เรื่องมาตรการการเงิน เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่ยากลำบาก 

ภาพ: Shutterstock, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ (EIC) มองว่า หากเศรษฐกิจไทยปรับแย่ลงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก หรือภาวะการเงินไทยปรับตึงตัวขึ้นเร็ว EIC เชื่อว่า ธปท. พร้อมพิจารณาผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม และอาจมีการพิจารณามาตรการต่างๆ เพิ่มเติม เช่น

  1. การปรับการสื่อสารต่อสาธารณชนให้ชัดเจนขึ้น เช่น การพิจารณาใช้ Outcome-based Forward Guidance เหมือนที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ใช้ โดยจะให้แนวทางหรือกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำของเครื่องชี้ทางเศรษฐกิจ (อย่างเงินเฟ้อ) ที่จะต้องบรรลุเป้าหมายก่อนที่ธนาคารกลางจะสามารถขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้
  1. การเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน (Quantitative Easing: QE) และการใช้มาตรการ Bond Stabilization Fund (BSF) ที่จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในช่วงที่ตลาดเกิดความกังวลสูง (Panic) หรือในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินไทยปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่าง ธปท. ตั้ง BSF เพื่อรับความผันผวนสูงในตลาดการเงินที่เกิดขึ้นช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2563 เพื่อดูแลเสถียรภาพในตลาดพันธบัตรเอกชน และมีการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลในปริมาณมากบ้าง
  1. การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม หากภาวะการเงินปรับตึงตัวขึ้นมากและเศรษฐกิจมีแนวโน้มกลับมาหดตัวมากกว่าที่คาด กนง. ก็ยังสามารถลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้อีก 1 ครั้ง (0.25%) แต่ดอกเบี้ยฯ ยังไม่ลดถึง 0% แต่ EIC มองว่ายังมีโอกาสน้อยที่จะลดดอกเบี้ยฯ เพิ่มเติม
  1. การดำเนินมาตรการ Yield Curve Control (YCC) ปัจจุบันผู้ว่าการ ธปท. บอกว่ายังไม่มีความจำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย โดยเฉพาะพันธบัตรระยะยาวปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจส่งผลให้ความชันของเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับชันขึ้นมาก (Steepening Yield Curve) จนกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ EIC มองว่า ธปท. อาจพิจารณาใช้มาตรการดังกล่าวเพื่อดูแลอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลได้

ภาพ: Shutterstock

กสิกรไทยมอง กนง. คงดอกเบี้ย 0.5% ถึงสิ้นปี เร่งรัฐออกมาตรการตรงจุด

ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า กนง. อาจคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.5% ต่อปีต่อไปอย่างน้อยจนถึงสิ้นปีนี้ หากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะสอดคล้องกับนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะ Fed ที่ส่งสัญญาณว่าจะคงดอกเบี้ยในระดับใกล้ 0% ไปอย่างน้อยจนถึงปี 2566 

ทั้งนี้มองว่ามาตรการที่จำเป็นในขณะนี้ต้องมุ่งเน้นที่สภาพคล่องของธุรกิจและครัวเรือน ซึ่งจะแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่าการปรับลดดอกเบี้ย และหลังจากที่มาตรการพักชำระหนี้จะสิ้นสุดลงในเดือนตุลาคมนี้ ธปท. ได้ออกมาตรการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้มาเป็นระยะๆ เช่น มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ด้วยวิธีการรวมหนี้ เป็นต้น และคาดว่าจะมีมาตรการอื่นๆ ออกมาเพิ่มเติมช่วยลูกหนี้ ซึ่งจะบรรเทาปัญหาหนี้เสีย (NPLs) ที่อาจเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทั้ง ธปท. และนักวิเคราะห์จากทุกหน่วยงานยังติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่จะกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ขณะเดียวกันยังมีความหวังในมุมมองเดียวกันว่า การลงทุนของภาครัฐเป็นแรงผลักดันสำคัญที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในขณะนี้ จึงเร่งให้ภาครัฐสามารถเบิกจ่ายได้จริง และต้องออกมาตรการที่ตรงจุดมากกว่าช่วงที่ผ่านมา

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

Let's block ads! (Why?)



"เศรษฐกิจ" - Google News
September 24, 2020 at 04:41AM
https://ift.tt/3643I5y

เมื่อเศรษฐกิจไทยซึมยาว 2 ปี อ่าน 4 แนวทางที่แบงก์ชาติอาจต้องทำหากเศรษฐกิจแย่ลง - thestandard.co
"เศรษฐกิจ" - Google News
https://ift.tt/3crAsVL

โนมูระเตือน'ประท้วง'ขวางเศรษฐกิจไทยฟื้น - กรุงเทพธุรกิจ

kuyupkali.blogspot.com

26 กันยายน 2563

22

ในช่วงที่การประท้วงเกิดขึ้นต่อเนื่องทั่วประเทศไทย นักเศรษฐศาสตร์รายหนึ่งจากโนมูระเตือนว่า ความไม่สงบอาจขัดขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

ยูเบน พาราคิวเลส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์แผนกอาเซียน จากบริษัทหลักทรัพย์โนมูระ เผยกับรายการ “Street Signs Asia” ทางสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซี เมื่อวันพฤหัสบดี (24 ก.ย.) ตามเวลาสหรัฐว่า การประท้วงถ้าไม่ทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยหยุดชะงักก็อาจต้องล่าช้าออกไป แม้ว่าไทยค่อนข้างประสบความสำเร็จในการหน่วงเชื้อโควิด-19 ก็ตาม

เว็บไซต์ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ไทยต้องเจอกับความวุ่นวายทางเมืองเสมอ เป็นประเทศหนึ่งที่ทหารทำรัฐประหารมากที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่

พาราคิวเลส กล่าวด้วยว่าถ้ามองย้อนไปในอดีตความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น มีแนวโน้มส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกับความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจหรือการลงทุนโดยรวม ซึ่งอาจส่งผลต่อนโยบายการคลังที่สำคัญทั้งหมด

“ในช่วงที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ค่อนข้างอ่อนแรง ผมคิดว่าต้องขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลสามารถใช้จ่ายเงินได้มากแค่ไหน และด้วยความไม่แน่นอนทางการเมือง ผมคิดว่าอาจจะมีความเสี่ยง” นักเศรษฐศาสตร์โนมูระกล่าว ในวันที่ ธปท.คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.5%

ปัจจุบันโนมูระค่อนข้างระมัดระวังกับการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยคาดว่า ปีนี้จะหดตัวลง 7.6%

“อ่อนแอที่สุดในภูมิภาคทั้งๆ ที่จัดการกับโควิดได้ค่อนข้างดี” นักเศรษฐศาสตร์รายนี้ย้ำ ส่วน ธปท. ประเมินว่า ปีนี้จีดีพีไทยหดตัว 7.8%

ไม่เพียงเท่านั้นพาราคิวเลสยังมองว่า เศรษฐกิจอ่อนแอเพราะปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย เป็นปัญหาที่มีมาก่อนจะเกิดโควิดด้วยซ้ำ

“ตัวอย่างเช่น การพึ่งพาการท่องเที่ยวหนักมากและยังไม่มีทีท่าฟื้นตัวได้ในเร็วๆ นี้ ได้สร้างความเสียหายกับเศรษฐกิจไทย ลามไปถึงภาคส่วนอื่นๆ ของเศรษฐกิจที่ตอนนี้ต้องเจอกับหลายๆ ปัญหา ตั้งแต่สังคมผู้สูงอายุไปจนถึงขาดความสามารถในการแข่งขัน” นักเศรษฐศาสตร์กล่าวและว่า รัฐบาลไทยยังมีโอกาสทางการคลังอยู่เล็กน้อย แม้ว่าปัญหาจะอยู่ที่การปฏิบัติ สำหรับปีงบประมาณนี้ รัฐบาลใช้เงินไปเพียง 45% จาก 60% ที่กู้ยืมมา คิดเป็นเงินราว 1 ล้านล้านบาท โนมูระคาดว่ารัฐบาลจะใช้เงินน้อยกว่าที่มีไปจนถึงปีงบประมาณหน้า

ส่วนความไม่แน่นอนทางการเมืองนั้น มีความเสี่ยงว่ารัฐบาลอาจพึ่งมาตรการประชานิยมมาจูงใจผู้ประท้วง แต่ถึงขณะนี้ยากจะบอกได้ว่าใช้ได้ผลแค่ไหน ส่วนข้อเรียกร้องของนักศึกษาก็ทำได้ยากมาก เรียกร้องในสิ่งที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนในประเทศไทย ดูแล้วเป็นกระบวนการอันยาวนาน การเมืองถึงทางตันไปอีกยาว

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยถูกต่างประเทศจับตามองมากโดยเฉพาะในประเด็นพึ่งพาการท่องเที่ยว และการประท้วงที่เพิ่มขึ้นทุกขณะ เดือนก่อน อเล็กซ์ โฮล์มส จากแคปิตอลอีโคโนมิกส์ ในสิงคโปร์กล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ตัวเลขเศรษฐกิจของไทยไม่ได้ลดลงมากเหมือนเพื่อนร่วมภูมิภาคบางราย เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ที่เศรษฐกิจแย่ลงมากกว่า

“แต่ในอนาคต ไทยยังเป็นอีกหนึ่งประเทศที่แย่สุดในภูมิภาคนี้ เพราะไทยพึ่งพาการท่องเที่ยว” นักวิเคราะห์รายนี้ย้ำ

ปีนี้ไทยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาเยือน 40 ล้านคน แต่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นภาคส่วนแรกที่เสียหายจากมาตรการล็อกดาวน์ทั่วโลกในเดือน มี.ค. เมื่อนักท่องเที่ยวไม่มาภาคบริการ ภาคบันเทิง ค้าปลีก โรงแรม และร้านอาหารบอบช้ำหนัก

รัฐบาลพยายามส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ โดยการเตรียมงบประมาณส่วนหนึ่งจากชุดมาตรการทางการเงินในเดือน พ.ค. ให้เป็นทุนสำหรับการท่องเที่ยว

แต่ธนาคารกรุงศรีอยุธยารายงานว่า ภาคการท่องเที่ยวยังคงซบเซาเพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติแทบเป็นศูนย์ อำนาจซื้อในประเทศลดลง

เอเอฟพีระบุว่า เศรษฐกิจที่่ร่วงลงอย่างไม่มีจุดจบ เป็นตัวเร่งให้เกิดการประท้วงนำโดยนักศึกษาขึ้นแทบทุกวัน ต่อต้านรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร ตัวเลขจากรัฐบาลคาดการณ์ว่า โควิดระบาดอาจทำให้คนว่างงาน 8.4 ล้านคน เท่ากับว่าการจ้างงานที่เพิ่มมาตลอด 20 ปีเลือนหายไปหมด

ด้าน โฮวี ลี นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารโอซีบีซีในสิงคโปร์ กล่าวกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า ความเลวร้ายสุดๆ ดูเหมือนจะจบแล้ว แต่ยังไม่มีเหตุผลให้เปิดแชมเปญฉลอง “จากจุดนี้เราคาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป พร้อมกับความท้าทายนานัปการที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญ”

ทามารา แมสต์ เฮนเดอร์สัน นักเศรษฐศาสตร์อาเซียนของบลูมเบิร์ก ระบุ “เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ไม่ได้หดตัวแย่อย่างที่กลัว และไม่ดิ่งลึกเท่ากับ 5 ชาติอาเซียนส่วนใหญ่ประสบ กระนั้น การฟื้นตัวดูเหมือนจะอยู่อีกไกล เผลอๆ ครึ่งปีหลังอาจเป็นแค่การหดตัวตื้นๆ ส่วนการท่องเที่ยวที่คิดเป็นเกือบ 20% ของเศรษฐกิจไทย ยังไม่มีทีท่ากลับสู่ระดับปกติก่อนปี 2565”

บลูมเบิร์กรายงานด้วยว่า การประท้วงในไทยมาแรงขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจ

“ไม่เพียงแต่การท่องเที่ยวที่หดตัวยืดเยื้อ เหตุประท้วงก็อาจบั่นทอนความรู้สึกนักลงทุนด้วย นอกเหนือจากแนวโน้มการบริโภคที่เปราะบางไปเรียบร้อยแล้ว” ลี จากโอซีบีซีให้ความเห็น

Let's block ads! (Why?)



"เศรษฐกิจ" - Google News
September 26, 2020 at 07:45AM
https://ift.tt/3kGUj7Y

โนมูระเตือน'ประท้วง'ขวางเศรษฐกิจไทยฟื้น - กรุงเทพธุรกิจ
"เศรษฐกิจ" - Google News
https://ift.tt/3crAsVL

จ่อชงลดวันกักตัวเข้าประเทศ พยุงเศรษฐกิจ - ไทยรัฐ

kuyupkali.blogspot.com

กระทรวงสาธารณสุขรายงานเมื่อวันที่ 25 ก.ย.ถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในไทยว่า พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 3 คนในสถานที่กักตัวของรัฐ/ โรงพยาบาลใน จ.ชลบุรี รายที่ 1 เป็นหญิงไทย อาชีพแม่บ้าน อายุ 42 ปี เดินทางจากสหรัฐอเมริกา รายที่ 2 เป็นชายไทย อาชีพรับจ้าง อายุ 42 ปี เดินทางจากสิงคโปร์ และรายที่ 3 เป็นชายไทย อายุ 58 ปี อาชีพรับจ้าง เดินทางจากคูเวต โดยทั้งหมดไม่มีอาการป่วย ทำให้ยอดผู้ป่วยสะสม 3,519 คน รักษาหายจนกลับบ้านได้แล้ว 7 คน รวมกลับบ้านสะสม 3,360 คน ยังรักษาตัวอยู่ใน รพ.100 คน ยอดผู้เสียชีวิตรวมเท่าเดิมคือ 59 คน

อินเดียครองอันดับ 1 เอเชีย

ขณะที่สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในเอเชีย ณ วันที่ 25 ก.ย. 3 อันดับแรกที่ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ อินเดีย ติดเชื้อรายใหม่กว่า 8 หมื่นคน ยอดสะสมผู้ติดเชื้อพุ่งไปที่กว่า 5.8 ล้านคน เสียชีวิตเพิ่มกว่า 1 พันคน ยอดสะสมกว่า 9.2 หมื่นคน อันดับสองได้แก่ บังกลาเทศ ติดเชื้อใหม่ 1,540 คน ตายเพิ่ม 28 คน รวมยอดติดเชื้อสะสมกว่า 3.5 แสนคน และตายรวมกว่า 5 พันคน ตามลำดับ อันดับสามได้แก่ ปากีสถาน ติดเชื้อใหม่ 799 คน เสียชีวิตอีก 5 คน รวมยอดติดเชื้อสะสมกว่า 3 แสนคน ตายรวมกว่า 6.4 พันคน ส่วนในอาเซียน ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ยังเป็นประเทศที่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่นับพันคน โดยฟิลิปปินส์พบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีกกว่า 2 พันคน รวมยอดสะสมใกล้ทะลุ 3 แสนคน เสียชีวิตเพิ่ม 36 คน รวมสะสมกว่า 5 พันคน ส่วนอินโดนีเซีย ติดเชื้อเพิ่มกว่า 4.6 พันคน รวมยอดสะสมกว่า 2.6 แสนคน เสียชีวิตเพิ่ม 128 คน รวมยอดสะสมกว่า 1 หมื่นคน ขณะที่เมียนมา นับวันสถานการณ์ยิ่งน่าห่วงเมื่อติดเชื้อเพิ่มกว่า 1 พันคน ภายในวันเดียว ทำให้ยอดติดเชื้อสะสมกว่า 8 พันคน เสียชีวิตเพิ่ม 20 คน รวมยอดสะสม 150 คน ด้านมาเลเซีย ติดเชื้อเพิ่ม 71 คน รวมยอดสะสมกว่า 1 หมื่นคน ไม่มีเสียชีวิตเพิ่ม สิงคโปร์ ติดเชื้อเพิ่ม 15 คน รวมยอดสะสมกว่า 5.7 หมื่นคน ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ส่วนอีก 4 ประเทศคือ เวียดนาม กัมพูชา บรูไน และลาว ไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่และไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม

ส่วนที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังการประชุมสภากลาโหมถึงการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 (ศบค.) ในวันที่ 28 ก.ย.นี้ ว่าจะหารือเรื่องการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือไม่นั้น ว่าเรื่องนี้เคยพูดหลายครั้งแล้วว่า การต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่ออะไร ต้องยอมรับว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังแพร่ระบาดไปทั่วโลก โดยเฉพาะรอบประเทศไทย ซึ่งไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดีและได้รับความชื่นชม หลายประเทศได้เอาบทเรียนของไทยไปดำเนินการ แต่ก็ไม่ทัน ซึ่งเราได้กำชับให้มีความเข้มงวด หามาตรการที่เหมาะสม มีการจัดตั้ง ศบค. และ ศบศ. ซึ่งต้องเดินหน้าทั้งเศรษฐกิจด้วย โดยหลายประเทศก็มีการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯในการล็อกดาวน์ เพราะกฎหมายปกติเอาไม่อยู่ ก็ขอให้รอฟังในวันจันทร์ที่ 28 ก.ย.นี้จะมีการแถลงว่าจะมีมาตรการอะไรบ้าง แต่ที่สำคัญคือทุกคนต้องมั่น ใจในระบบสาธารณสุขและเจ้าหน้าที่ของประเทศ แต่วันนี้ขอฝากทำความเข้าใจกับทุกคน หากวันนี้แก้ปัญหาไม่ได้เลย เศรษฐกิจก็จะแย่ไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะระดับล่าง ดังนั้นจะทำอย่างไรให้ทั้งสองอย่างเดินหน้าควบคู่ไปด้วยกันได้ ทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก ส่วนการลักลอบข้ามแดนนั้น ได้สั่งการในที่ประชุมสภากลาโหมวันนี้ ทั้งทางบก ทางเรือ ทางอากาศ โดยมาตรการต่างๆ ต้องเข้มงวดควบคู่กันไป

ยังไม่ฟันธงลดวันกักตัว

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการเปิด-ปิดน่านฟ้าว่าที่ผ่านมามีการหารือกันว่าตอนนี้มีปัญหาเศรษฐกิจ พอจะผ่อนคลายบ้างได้หรือไม่ เพราะยังมีกลุ่มนักธุรกิจที่ต้องเข้ามาดูแลฐานการผลิตในประเทศไทย หากมาในระยะสั้นจะทำอย่างไร ส่วนพวกที่เข้ามาท่องเที่ยวในอนาคตต้องหามาตรการป้องกันเอาไว้ โดยหาสถานที่กักตัวและมีหลายกลุ่ม ทั้งภาคธุรกิจ และการเข้ามาเพื่อรักษาตัว การท่องเที่ยว ซึ่งต้องเตรียมแผนไว้ล่วงหน้า และแก้ปัญหาเชิงรุก รัฐบาลไม่ได้ทำงานแก้ปัญหาไปวันๆ นายกฯ ไม่ได้เป็นแบบนั้น นายกฯ ไม่ใช่คนอย่างนั้น ส่วนที่มีข่าวจะลดการกักตัวเหลือเพียง 7 วัน โดยเฉพาะผู้ที่มาท่องเที่ยว ก็ยังไม่ได้มีการพูดว่า 6 วัน 7 วัน และ 14 วัน ต้องดูว่าเขามาภารกิจอะไร ถ้ามาท่องเที่ยว อยู่ 14 วัน ตรวจสอบคัดกรอง และอยู่ต่อท่องเที่ยวได้หรือไม่ ส่วนที่มาอยู่ไม่กี่วัน เช่น มาตรวจงาน จะทำแบบ ผบ.ทบ.สหรัฐฯ ได้หรือไม่ เพราะถ้าตัวเขามาไม่ได้ ธุรกิจก็เดินไม่ได้ แต่ไม่ใช่ว่าเราทำแล้วเขาจะมา แต่เป็นเพียงการรับมือ สิ่งสำคัญคือประชาชนต้องเข้าใจมาตรการต่างๆที่ออกมา เพราะถ้าเราไม่ปรับตัวก็ไม่ได้อะไรเหมือนกัน

ตากตั้งการ์ดเข้มสกัดโควิด

ส่วนความคืบหน้าการพบชาวเมียนมาติดเชื้อและเสียชีวิตจากโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดเมียวดี ซึ่งติดกับ อ.แม่สอด จังหวัดตากนั้น นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก เปิดเผยว่าขณะนี้ต้องรอการยืนยันผลตรวจและประกาศจากทางการของเมียนมาก่อน คาดว่าขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการสอบสวนโรค โดยไทยมีความร่วมมือกับเมียนมาในการยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั้งการสนับสนุนเวชภัณฑ์ อุปกรณ์ เครื่องมือทางการแพทย์ให้แก่ โรงพยาบาลใน จ.เมียวดี และโรงพยาบาลแม่สอด ยังช่วยตรวจหาเชื้อจากตัวอย่างสารคัดหลั่งที่ทางโรงพยาบาลใน จ.เมียวดี เก็บตัวอย่างส่งมาให้ และในวันที่ 28 ก.ย.นี้ สภากาชาดไทย จะมามอบอุปกรณ์ช่วยเหลือแก่พื้นที่ 5 อำเภอ ชายแดน ได้แก่ อ.แม่สอด, พบพระ, แม่ระมาด, ท่าสองยาง และอุ้มผาง นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือระดับท้องถิ่นที่จะช่วยเหลือคือ มูลนิธิแม่สอดการกุศล ที่จะระดมความช่วยเหลือส่งมอบให้ แก่ จ.เมียวดี โดยจะมีการส่งมอบสิ่งของบนสะพานมิตรภาพไทยเมียนมา ในวันที่ 29 ก.ย. เวลา 16.00 น. ดังนั้นภาพรวม ตอนนี้ถือว่าไม่หนักใจ แต่ก็ไม่นิ่งนอนใจ ทางการไทยยังคงคุมเข้มตลอดแนวชายแดน 542 กิโลเมตร ที่ติดประเทศเมียนมาทั้งด้านฝ่ายทหาร ปกครองและตำรวจ ที่จะพยายามเสริมกำลัง และอุดช่องว่างตามแนวชายแดน ที่คาดว่าจะมีคนลักลอบข้ามมาได้

อสส.ยัน อคส.ไม่เคยส่งสัญญาให้ดู

ต่อมาช่วงเย็นวันเดียวกัน สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ออกเอกสารข่าวชี้แจงวันที่ 25 ก.ย.กรณีสัญญาซื้อขายถุงมือยางขององค์การคลังสินค้าตามที่สื่อมวลชนนำเสนอข่าวกรณี นายวัชระ เพชรทอง ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายถุงมือยางขององค์การคลังสินค้า สัญญาดังกล่าวทำให้รัฐเสียเปรียบเอกชนจนได้รับความเสียหาย 125,000 ล้านบาท ขอให้สำนักงานอัยการสูงสุดชี้แจงเกี่ยวกับสัญญาขององค์การคลังสินค้าที่รัฐเสียเปรียบเอกชนดังกล่าว สำนักงานอัยการสูงสุดขอชี้แจงว่า ปกติการตรวจร่างสัญญาให้กับส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจต่างๆ เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานที่ปรึกษากฎหมายสำนักงานอัยการสูงสุด แต่เกี่ยวกับเรื่องนี้ทางองค์การคลังสินค้าไม่ได้จัดส่งสัญญาดังกล่าวให้สำนักงานที่ปรึกษากฎหมายสำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบก่อน ดังนั้นข้อมูลที่นายวัชระ เพชรทอง ให้สัมภาษณ์จึงคลาดเคลื่อน ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง สำนักงานอัยการ สูงสุดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆในการร่างสัญญาหรือตรวจร่างสัญญาดังกล่าว จึงชี้แจงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

มะกันพบเชื้อไวรัสกลายพันธุ์

สำหรับสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ในต่างแดน ณ วันที่ 25 ก.ย. ยอดผู้ติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มเป็น 32.5 ล้านคน เสียชีวิตรวมกว่า 990,000 คน รักษาหายแล้ว 23.9 ล้านคน โดยที่สหรัฐอเมริกา พบผู้ ติดเชื้อในวันเดียว 38,204 คน ติดเชื้อรวมเพิ่มเป็น 7.18 ล้านคน เสียชีวิตรวมกว่า 207,500 คน ขณะที่รัฐมอนตานา เซาท์ดาโกตา และยูทาห์ พบผู้ติดเชื้อในวันเดียวทำสถิติใหม่ 330 คน 463 คน และ 1,198 คน ตามลำดับ ส่วนสถาบันด้านภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติ เผยผลวิจัยชิ้นใหม่ว่า ไวรัสในสหรัฐฯได้กลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง จนมีคุณสมบัติติดต่อคนได้ง่าย แต่ไม่พบหลักฐานว่า ไวรัสได้เพิ่มอันตรายทำให้ผู้รับเชื้อมีโอกาสเสียชีวิตสูงขึ้น หรือเปลี่ยนคุณสมบัติในเรื่องอาการป่วย

บราซิลเลื่อนจัดงานคาร์นิวัล

ที่อินเดีย จุดศูนย์กลางแพร่ระบาดอันดับ 2 ของโลก พบผู้ติดเชื้อในวันเดียว 86,052 คน สถานการณ์รุนแรงที่สุดในรัฐเกรละ ทางภาคใต้ พบผู้ติดเชื้อในช่วง 2 วันที่ผ่านมา 11,000 คน ส่งผลให้ยอดติดเชื้อรวมของประเทศขยับเป็น 5.82 ล้านคน เสียชีวิตรวมกว่า 92,300 คน ตามด้วยอันดับ 3 บราซิล พบผู้ติดเชื้อในวันเดียว 32,817 คน ยอดติดเชื้อรวมเพิ่มเป็น 4.65 ล้านคน เสียชีวิตรวมเกือบ 140,000 คน และรัฐบาลได้ประกาศเลื่อนการจัดงานเทศกาลคาร์นิวัล นครริโอ เด จาเนโร ในเดือน ก.พ.ปีหน้า อย่างไม่มีกำหนด

ยุโรปจ่อวิกฤติหนักกว่ารอบแรก

ด้านภูมิภาคยุโรป นางสเตลลา ไคเรียคิเดส ข้าหลวงใหญ่ด้านสุขภาพของสหภาพยุโรป ประกาศเตือนว่าการระบาดระลอกใหม่ในยุโรปขณะนี้ เลวร้ายยิ่งกว่าช่วงระบาดรุนแรงในเดือน มี.ค.และมีอย่างน้อย 7 ประเทศที่น่าวิตก รวมถึงสเปนและหลายประเทศในยุโรปตะวันออก ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขฝรั่งเศส ตรวจพบผู้ติดเชื้อในวันเดียว 16,096 คน ยอดติดเชื้อรวมเพิ่มเป็นกว่า 497,000 คน เสียชีวิตรวมกว่า 31,500 คน ซึ่งเมื่อวันที่ 23 ก.ย.รัฐบาลบังคับใช้มาตรการปิดผับบาร์ในเมืองท่องเที่ยวมาร์กเซยทางภาคใต้ ส่วนผับบาร์ในกรุงปารีสและเมืองอื่นๆให้ปิดเร็วขึ้น

เมียนมาติดเชื้อกว่าพันคน

ส่วนเว็บไซต์ข่าวอิระวดีของเมียนมา รายงานอ้างข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขเมียนมาว่า พบผู้ติดเชื้อในวันเดียวทำสถิติ 1,052 คน ส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อรวมเพิ่มเป็น 8,515 คน เสียชีวิตรวม 155 คน นอกจากนี้ ยังตรวจพบผู้ติดเชื้อภายในเมืองมัณฑะเลย์ 23 คน ทั้งหมดเป็นพนักงานหญิงของโรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งมีการระบุว่าเป็นหมอนวดผิดกฎหมาย แต่ทางการมัณฑะเลย์ กลับระบุว่าไม่ทราบเรื่องหมอนวด แต่ยืนยันว่าติดเชื้อจริง และพนักงานในโรงแรมดังกล่าว 150-200 คน จะถูกกักตัวทั้งหมด

จีนเตรียมขายวัคซีนต้นปีหน้า

ขณะที่ความคืบหน้าเรื่องวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ด้านบริษัทเวชภัณฑ์ซิโนแวกของจีน เผยว่าจะยื่นเรื่องขออนุมัติการจำหน่ายวัคซีนในสหรัฐฯ ผ่านองค์การอาหารและยาแห่งชาติสหรัฐฯ (FDA) ทันทีที่ได้ผลสรุปของการทดสอบเฟสสามหรือขั้นตอนสุดท้ายในมนุษย์ พร้อมเชื่อว่าจะสามารถจำหน่ายวัคซีนไปทั่วโลกได้ในช่วงต้นปี 2564 และในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค.ปีหน้าจะผลิตวัคซีนได้หลายล้านโดส ส่วนคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีน ระบุว่าโครงการฉีดวัคซีนฉุกเฉิน ที่เปิดทางให้บริษัทเวชภัณฑ์ฉีดวัคซีนแก่พนักงานและประชาชนทั่วไป ทั้งที่ยังทดสอบวัคซีนกันไม่เสร็จนั้น ได้รับการสนับสนุนจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ตั้งแต่ช่วงเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา

ยกเลิก 8 สัญญาซื้อถุงมือยาง

จากนั้นผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ตลอดช่วงบ่ายวันเดียวกัน คณะกรรมการองค์การคลังสินค้า (บอร์ด อคส.) ที่มีนายสุชาติ เตชจักรเสมา ประธานบอร์ด ได้ประชุมเพื่อพิจารณายกเลิกสัญญาจัดซื้อถุงมือยาง 8 สัญญา แบ่งเป็น อคส.ทำสัญญาซื้อจากบริษัท การ์เดียนโกลฟส์ จำกัด ปริมาณ 500 ล้านกล่อง ราคากล่องละ 230 บาท รวมมูลค่า 112,500 ล้านบาท และอีก 7 สัญญา อคส.ได้ทำกับผู้ซื้อ 7 ราย เพื่อนำไปส่งออกต่อ และ อคส.ได้โอนเงินมัดจำค่าสินค้า 2,000 ล้านบาท ไปให้การ์เดียนโกลฟส์แล้ว โดยบอร์ด อคส.ได้พิจารณากันอย่างเคร่งเครียดเป็นเวลานานกว่า 5 ชั่วโมง และเสร็จสิ้นเวลา 19.00 น. โดยนายสุชาติกล่าวภายหลังประชุุมว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ระงับการดำเนินการทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายดังกล่าว ที่ดำเนินการโดย พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ อดีตรักษาราชการแทน ผู้อำนวยการ อคส. เพราะถือว่าเป็นการกระทำโดยพลการ และมอบหมายให้ผู้อำนวยการ อคส.ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับได้ทันที

ระบุสัญญาโมฆะตั้งแต่ต้น

ด้านนายเกรียงศักดิ์ ประทีปวิศรุต ผู้อำนวยการ อคส.กล่าวว่า สัปดาห์หน้าตนจะประชุมวาระเร่งด่วนร่วมกับฝ่ายกฎหมาย เพื่อพิจารณาส่งหนังสือชี้แจงไปยังเอกชนทั้ง 8 ราย อย่างไรก็ตาม สัญญากับ อคส.ดำเนินการกับทั้ง 8 ราย ถือว่าเป็นโมฆะตั้งแต่แรก เพราะ พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ไม่ดำเนินการตามระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 เพราะไม่มีการเปิดประมูล เพื่อแข่งขันกันเสนอราคาขายและซื้อจาก อคส.โดยในส่วนของสัญญาที่ทำกับผู้ซื้อทั้ง 7 รายนั้น มี 5 ราย ที่ อคส.ขายแบบขาดทุน เพราะมีการเสนอราคาซื้อจากอคส.เพียงกล่องละ 210-223 บาทเท่านั้น ขณะที่อคส.ซื้อจากโรงงานผลิตคือ การ์เดียนโกลฟส์ กล่องละ 225 บาท การระงับดำเนินการดังกล่าว ถ้าทั้ง 8 รายจะฟ้องร้อง อคส.ว่าทำให้เสียหายก็ดำเนินการได้ แต่ต้องพิสูจน์กันว่า เสียหายจริงหรือไม่ เพราะในสัญญาเป็นการซื้อเงินสด แต่ขายเงินเชื่อ เหมือนกับกินส่วนต่างกำไรโดยที่บริษัทไม่ได้จ่ายเงินซื้อสินค้าจริงๆ จาก อคส. นอกจากนี้ เอกชนยังไม่มีการวางหลักประกันสัญญา แต่ อคส.กลับเป็นฝ่ายจ่ายเงินมัดจำค่าสินค้าถึง 2,000 ล้านบาทเองด้วย ซึ่งเรื่องนี้ อคส.จะดำเนินการให้ถึงที่สุด เพราะนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ได้สั่งการให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

Let's block ads! (Why?)



"เศรษฐกิจ" - Google News
September 26, 2020 at 05:30AM
https://ift.tt/304vr27

จ่อชงลดวันกักตัวเข้าประเทศ พยุงเศรษฐกิจ - ไทยรัฐ
"เศรษฐกิจ" - Google News
https://ift.tt/3crAsVL

Thursday, September 24, 2020

KKP Research ประเมินเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงทั้ง คนตกงาน SME ปิดตัว - ไทยรัฐ

kuyupkali.blogspot.com

ทั้งนี้ หากสถานการณ์การปิดประเทศยังคงลากยาว แต่ผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของธุรกิจอาจเลวร้ายลง โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีการพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก โรงแรมจะยังประสบปัญหาอัตราการเข้าพักที่ยังไม่กลับมาจนถึงระดับที่คุ้มทุนในการดำเนินกิจการ

เมื่อดูตัวเลขกำไรจากการดำเนินงานในรูปเงินสด (EBITDA) ของบริษัทในกลุ่มโรงแรมที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่า กระแสเงินสดเปลี่ยนจากตัวเลขบวก เป็นติดลบในไตรมาส 2 ของปีนี้ ซึ่งจะกระทบต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจและการชำระหนี้ของบริษัท ทั้งนี้ สถานการณ์มีแนวโน้มจะรุนแรงมากกว่าสำหรับโรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็กที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์

โดย KKP Research พบว่า ธุรกิจหลายกลุ่มยังมีความเสี่ยงที่ผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา จากการคำนวณอัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) หรือสัดส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีเทียบกับดอกเบี้ยจ่ายของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ภายใต้สมมติฐานว่า หากบริษัทมีอัตราส่วนนี้น้อยกว่า 1 หรือกำไรน้อยกว่าดอกเบี้ยจ่ายจะเข้าข่ายเป็นบริษัทที่มีความเสี่ยงจะผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งหากนับรวมจำนวนหนี้ในกลุ่มบริษัทกลุ่มนี้จะคิดเป็นกว่า 15.7% ของปริมาณหนี้ทั้งหมดของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ในไตรมาส 2 ปี 2020 (ไม่รวมบริษัทในภาคการเงินและ REIT) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากไตรมาส 4 ปี 2019 ที่อยู่ที่ระดับ 8.1%

โดยตัวเลขชั่วโมงการทำงานในเดือน มิ.ย. ปรับตัวลดลงถึง 12% เมื่อเทียบกับปีก่อนและหดตัวลงในแทบทุกกลุ่มอาชีพ สะท้อนให้เห็นว่าลำพังเฉพาะตัวเลขสำรวจการจ้างงานในไตรมาส 2 ที่ระบุว่ามีการว่างงานประมาณ 7 แสนคน หรือ 1.9% อาจไม่ใช่ปัจจัยที่สะท้อนสถานการณ์ในตลาดแรงงานได้ทั้งหมด

หากนับรวมกลุ่มคนที่ถูกพักงานไม่ได้รับเงินเดือน หรือคนที่ถูกลดจำนวนชั่วโมงทำงานลง จะทำให้ตัวเลขนี้รวมกับคนว่างงานในปัจจุบันสูงถึงกว่า 3 ล้านคน

ทั้งนี้ KKP Research คาดว่าจำนวนการว่างงานอาจสูงถึง 5 ล้านคน หรือมากกว่านั้นได้หากเศรษฐกิจเข้าสู่กรณีเลวร้ายที่นักท่องเที่ยวไม่สามารถกลับมาได้ในปีหน้า ปัญหาการขาดรายได้และการว่างงานเป็นวงกว้างเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะกระทบต่อชีวิตผู้คน ซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือนและปัญหาทางสังคมอื่นๆ เท่านั้น แต่ยังส่งผลทางอ้อมต่อเศรษฐกิจอีกรอบหนึ่งอีกด้วย ผ่านการชะลอลงของการบริโภค

โดยเฉพาะการบริโภคในกลุ่มสินค้าคงทน เช่น บ้าน รถยนต์ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 18% ของการบริโภคทั้งหมด ทำให้การบริโภคในปี 2021 อาจฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดได้

3. มาตรการพักชำระหนี้แบบทั่วไปกำลังจะหมดลง

สำหรับมาตรการพักชำระหนี้ที่ช่วยหนุนภาคธุรกิจและการบริโภคภาคเอกชนในช่วงที่ผ่านมากำลังจะหมดลง หลังจากที่มีการระบาดของ COVID-19 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจผ่านธนาคารพาณิชย์ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการลดอัตราดอกเบี้ย การพักและเลื่อนการชำระหนี้ออกไป 3-6 เดือน

สำหรับการเพิ่มระยะเวลาในการคืนหนี้ ซึ่งแตกต่างกันไปตามประเภทของหนี้และสถาบันการเงิน จำนวนลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการพักชำระหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ เดือน ก.ค. โดยรวมมีถึง 12.5 ล้านบัญชี รวมมูลค่า 7.2 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของหนี้ทั้งระบบ

เมื่อแบงก์ชาติได้ประกาศว่าหลังจาก ต.ค.เป็นต้นไปจะไม่มีการต่อโครงการพักชำระหนี้แบบทั่วไปเช่นในปัจจุบันอีก เพื่อป้องกันปัญหาการเข้าร่วมโครงการทั้งที่อาจจะไม่ได้รับผลกระทบจริง (Moral Hazard) และป้องกันความเคยชินจากการไม่จ่ายหนี้ของลูกหนี้

โดยธนาคารแต่ละแห่งอาจจะต้องปรับโครงสร้างหนี้กับลูกค้าเป็นรายๆ ไป ทำให้เรายังต้องจับตาดูว่าหลังจากนี้จะมีลูกหนี้สัดส่วนมากน้อยเพียงใดที่จะไม่สามารถกลับมาจ่ายหนี้ได้ และหนี้จำนวนมากแค่ไหนที่จะกลายเป็นหนี้เสีย (NPL)

ทั้งสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงจะทำให้ธนาคารไม่ปล่อยกู้เพิ่มเติม จะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่จะกดดันการบริโภคสินค้าคงทน เช่น บ้าน รถยนต์ รวมถึงการลงทุนที่ต้องพึ่งพาการกู้ยืมเงินจากธนาคาร

มาตรการเพิ่มเติมจากรัฐยังจำเป็นต่อเศรษฐกิจ

จากมุมมองต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าที่ยังอ่อนแอและมีความไม่แน่นอนสูง ภาครัฐยังจำเป็นต้องมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้าและรองรับแรงงานที่ตกงานจำนวนมหาศาล แม้ว่ารัฐบาลจะมีการออกชุดมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจมาแล้วในจำนวน 1 ล้านล้านบาท (6% ของ GDP)

แต่การใช้จริงยังทำได้น้อยมาก ในจำนวน 6 แสนล้านบาท ที่เป็นมาตรการเยียวยามีการใช้เงินไปเพียง 390,000 ล้านบาท ผ่านโครงการแจกเงิน 5,000 บาทให้กับชาวนาและแรงงานนอกระบบจำนวน 24 ล้านคน และที่เหลืออีก 4 แสนล้านบาทที่จะใช้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ก็มีเพียง 42,000 ล้านบาทที่ใช้ไปเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและการท่องเที่ยวในประเทศ

KKP Research ประเมินว่า รัฐยังมีความสารถในการทำนโยบายการคลังเพิ่มเติมหลังจากนี้ แม้ว่าจะมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับหนี้สาธารณะที่มีแนวโน้มจะแตะระดับ 60% ซึ่งเป็นเพดานตามกฎหมายในปัจจุบัน แต่จากต้นทุนในการกู้ยืมเงินของรัฐที่ต่ำลงมากเมื่อเทียบกับอดีต (อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี อยู่ที่ 1.5% เทียบกับ 3.5% ในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา) ทำให้ประเมินว่าประเด็นเรื่องความสามารถในการจ่ายหนี้และความมั่นคงทางการคลังจะไม่เป็นปัญหามากนักบนเงื่อนไข 3 ข้อ

1. หนี้ที่กู้ยืมมาต้องถูกใช้ไปอย่างเหมาะสมเพื่อสร้างการเติบโตของ GDP ในอนาคต

2. ตลาดยังมีความเชื่อมั่นในความมั่นคงทางการคลังและอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง

3. รัฐมีการวางแผนในการลดการขาดดุลการคลังในอนาคตที่ชัดเจน เช่น การปฏิรูปภาครัฐเพื่อลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ภาครัฐในอนาคต

"ภายใต้สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูงเช่นนี้รัฐจำเป็นต้องเร่งออกมาตรการอื่นๆ เพิ่มเติม และคิดถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อเตรียมเครื่องมือให้พร้อมหากสถานการณ์ไม่ได้เป็นไปตามคาด"

นอกจากนี้ KKP Research มองว่า เศรษฐกิจไทยปี 2021 ฟื้นตัวยาก พร้อมปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของ GDP สำหรับปี 2021 จาก 5.2% เหลือ 3.4% ตามการปรับประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวในปีหน้า

จากสถานการณ์ COVID-19 ที่ยังแพร่ระบาดในหลายประเทศ และแนวคิดเกี่ยวกับการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในไทยยังเป็นที่ถกเถียงในวงกว้าง

โดยในปี 2021 การฟื้นตัวจะแตกต่างกันในแต่ละธุรกิจ ในกลุ่มธุรกิจที่มีการพึ่งพานักท่องเที่ยวสูงจะยังไม่สามารถฟื้นตัวได้มากนักจากการเปิดรับนักท่องเที่ยวที่ยังทำได้ยาก ในขณะที่กลุ่มที่พึ่งพาการบริโภคในประเทศและการส่งออกเป็นหลักจะสามารถกลับมาขยายตัวได้บ้าง

แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่ผลกระทบต่อภาคธุรกิจและการจ้างงานยังมีต่อไป ในขณะที่เศรษฐกิจยังไม่สามารถกลับไปสู่ระดับเดิมได้ และมาตรการพักชำระหนี้กำลังจะสิ้นสุดลง.

Let's block ads! (Why?)



"เศรษฐกิจ" - Google News
September 25, 2020 at 07:30AM
https://ift.tt/33UL5hy

KKP Research ประเมินเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงทั้ง คนตกงาน SME ปิดตัว - ไทยรัฐ
"เศรษฐกิจ" - Google News
https://ift.tt/3crAsVL

Wednesday, September 23, 2020

ส่งออกไทยยังเสี่ยงเศรษฐกิจโลกผันผวน - โพสต์ทูเดย์

kuyupkali.blogspot.com

ส่งออกไทยยังเสี่ยงเศรษฐกิจโลกผันผวน

วันที่ 24 ก.ย. 2563 เวลา 08:10 น.

ส่งออกไทย ส.ค. 63 หดตัวน้อยกว่าที่คาดที่ -7.9% แต่ต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความเสี่ยงสูง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ส่งออกไทยในเดือนส.ค. 2563 หดตัว 7.9% ส่งผลให้ 8 เดือนแรกการส่งออกไทยหดตัว 7.8% อย่างไรก็ดี หากหักสินค้าเกี่ยวกับน้ำมัน ทองคำ และอาวุธฯ การส่งออกไทยเดือนส.ค. 2563 จะหดตัวที่ 14.1% ซึ่งเป็นอัตราที่เร่งขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่หดตัวที่ 13.0% โดยการส่งออกทองคำขยายตัวอย่างมากในเดือนส.ค. ที่ 71.5%

ขณะที่ในภาพรวม สินค้าประเภทอื่นทั้งสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตรยังคงหดตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รถยนต์ เครื่องจักรกล เหล็ก แผงวงจรไฟฟ้า เม็ดพลาสติก น้ำมันสำเร็จรูป ยางพารา ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็ง ข้าว และน้ำตาลทราย

ในขณะที่สินค้าที่การส่งออกยังคงขยายตัวได้ดียังคงเป็นสินค้ากลุ่มเดิมที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่บ้าน (work from home) และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการติดเชื้อและลดการแพร่ระบาด รวมถึงอาหารบางประเภท อาทิ ถุงมือยาง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ทูน่ากระป๋อง อาหารสัตว์เลี้ยง ตู้เย็น ไมโครเวฟ เครื่องซักผ้า คอมพิวเตอร์ เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน เป็นต้น

หากพิจารณารายตลาดส่งออกของไทย พบว่า สหรัฐฯ เป็นเพียงตลาดหลักตลาดเดียวที่มีมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยขยายตัวเป็นบวกในเดือนส.ค. 2563 ที่ 15.2% แต่ก็เติบโตในอัตราที่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า ขณะที่การส่งออกของไทยไปยังตลาดหลักอื่นๆ ยังคงหดตัวอย่างต่อเนื่อง โดยการส่งออกไทยไปยังจีนหดตัวในอัตราที่เร่งขึ้นที่ 4.0% ในเดือนส.ค. 2563 อันเป็นผลมาจากอุปสงค์ในจีนยังคงอ่อนแรง แม้ว่าเศรษฐกิจจีนโดยรวมจะมีการฟื้นตัว ประกอบได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย

แม้ว่าใน 8 เดือนแรก การส่งออกไทยหดตัวน้อยกว่าที่ประเมิน แต่ทิศทางการส่งออกไทยปี 2563 ยังเผชิญสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความเสี่ยงสูง ประกอบกับทิศทางค่าเงินบาทที่มีความผันผวนอย่างมาก ดังนั้น การส่งออกไทยน่าจะยังคงได้รับแรงกดดันจากอุปสงค์โลกที่มีแนวโน้มอ่อนแรงอยู่ ขณะที่การส่งออกทองคำจะยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจส่งผลให้มูลค่าการส่งออกไทยมีความผันผวน

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะยังคงติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยในระหว่างนี้ยังคงประมาณการการส่งออกไทยปี 2563 หดตัวที่ 12.0% ขณะที่มีความเป็นไปได้ที่มูลค่าการส่งออกไทยในปีนี้จะหดตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ดังกล่าว

Let's block ads! (Why?)



"เศรษฐกิจ" - Google News
September 24, 2020 at 08:18AM
https://ift.tt/3iTiob4

ส่งออกไทยยังเสี่ยงเศรษฐกิจโลกผันผวน - โพสต์ทูเดย์
"เศรษฐกิจ" - Google News
https://ift.tt/3crAsVL

เตรียมความพร้อม เศรษฐกิจอาจซึมยาว - กรุงเทพธุรกิจ

kuyupkali.blogspot.com

24 กันยายน 2563 | โดย [บทบรรณาธิการ]

66

มติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 0.5% ต่อปี ของ กนง. เป็นการส่งสัญญาณให้ทุกฝ่ายเตรียมรับมือภาวะเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญ โดยที่ กนง.คาดการณ์ด้วยว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมจึงจะกลับสู่ระดับก่อนการแพร่ระบาดของโควิด

ความเคลื่อนไหวของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวานนี้ (23 ก.ย.63) มีการส่งสัญญาณให้ทุกฝ่ายได้ปรับตัวเตรียมความพร้อมรับมือภาวะเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญในวันข้างหน้า โดยมีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 0.5% ต่อปี กนง.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มหดตัวน้อยกว่าประมาณการเดิมคือลบ 8.1% มาอยู่ที่ลบ 7.8% แต่ในปี 64 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงกว่าประมาณการเดิม กนง.จึงปรับลดคาดการณ์จีดีพีปีหน้าเหลือเพียง 3.6% จากเดิมที่ 5%

เหตุผลหลักที่เศรษฐกิจโตในระดับต่ำมาจากปัจจัยโควิดเป็นหลัก ในเมื่อการแพร่ระบาดที่ยังไม่มีจุดสิ้นสุด ทำให้ทั่วโลกยังต้องระวังความเสี่ยงกับการระบาดระลอกสอง ส่งผลกระทบต่อรายได้หลักของไทยที่มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ชะลอตัวลง จำนวนนักท่องเที่ยวจากที่เคยคาดว่าจะอยู่ที่ 16 ล้านคนต่อปี เหลือเพียง 9 ล้านคน กนง.ยังคาดการณ์ด้วยว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมจึงจะกลับสู่ระดับก่อนการแพร่ระบาดของโควิด

กนง.แนะนำรัฐบาลออกมาตรการตรงจุดและทันสถานการณ์ เร่งสนับสนุนการจ้างงาน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับนโยบายด้านอุปทานเพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เราเห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว ถ้าให้ดีผู้ใช้แรงงานและประชาชนทั่วไปต้องมีการพัฒนาตนเอง ฝึกฝนทักษะด้านดิจิทัล ส่วนผู้ประกอบการก็ต้องปรับรูปแบบการทำธุรกิจ พร้อมกับสนับสนุนงบพัฒนาทักษะความรู้พนักงาน ให้สอดรับบริบทใหม่ของโลก

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด หรือ ศบศ. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นำโดยนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ในฐานะประธาน ส.อ.ท. เสนอขอพักหนี้ภาคเอกชนเป็นเวลา 2 ปี หลังจากมาตรการพักชำระหนี้ 6 เดือนจะสิ้นสุดในเดือน ก.ย.นี้ พร้อมขอให้ลูกหนี้ที่เข้าโครงการพักชำระหนี้จ่ายดอกเบี้ยร้อยละ10 ของดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมด ส.อ.ท.อ้างเหตุผลโควิดทำให้ประสบปัญหาสภาพคล่อง กลายเป็นกระแสข้อเรียกร้องที่หลายฝ่ายโดยเฉพาะนายแบงก์ไม่เห็นด้วย การขอพักหนี้ในระยะเวลา 2 ปี ถูกมองว่านานเกินไป

ทว่ามาถึงวันนี้ในสถานการณ์ที่โควิดยังคงเป็นปัญหาไปทั่วทุกมุมโลก อังกฤษต้องกลับมาล็อกดาวน์ประเทศ 6 เดือน การเดินทางระหว่างประเทศยังคงเป็นอัมพาต ระยะเวลาที่ กนง.และ ส.อ.ท.มองตรงกันว่าอีก 2 ปีเศรษฐกิจจึงจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม จึงอาจแม่นยำ เป็นเรื่องใกล้ตัว ทุกฝ่ายพึงตระหนัก ทำอย่างไรไม่ให้สัญญาณครั้งนี้ กลายเป็นแรงกดดัน แต่เป็นสัญญาณให้คนไทย นักธุรกิจและรัฐบาล เร่งปรับตัว หากต้องการอยู่รอดอย่างผู้ชนะในโลกยุคใหม่ สภาพแวดล้อมใหม่ เราไม่อาจใช้ชีวิตหรือทำงานในรูปแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไป การหยุดอยู่กับที่ อาจเท่ากับ การถอยหลังเข้าคลอง

Let's block ads! (Why?)



"เศรษฐกิจ" - Google News
September 24, 2020 at 07:00AM
https://ift.tt/32WjPjk

เตรียมความพร้อม เศรษฐกิจอาจซึมยาว - กรุงเทพธุรกิจ
"เศรษฐกิจ" - Google News
https://ift.tt/3crAsVL

Tuesday, September 22, 2020

เศรษฐกิจไทยปีหน้าฟื้นตัวยาก เสี่ยงสะดุดจาก 3 ปัจจัย - โพสต์ทูเดย์

kuyupkali.blogspot.com

เศรษฐกิจไทยปีหน้าฟื้นตัวยาก เสี่ยงสะดุดจาก 3 ปัจจัย

วันที่ 23 ก.ย. 2563 เวลา 07:19 น.

KKP Research ฟันธง เศรษฐกิจไทยปีหน้าฟื้นตัวยาก เสี่ยงสะดุดจาก 3 ปัจจัย

KKP Research โดยเกียรตินาคินภัทร ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของ GDP สำหรับปี 2564 จาก 5.2% เหลือ 3.4% ตามการปรับประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวในปีหน้า จากสถานการณ์ COVID-19 ที่ยังแพร่ระบาดในหลายประเทศ และแนวคิดเกี่ยวกับการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในไทยยังเป็นที่ถกเถียงในวงกว้าง

ในปี 2564 การฟื้นตัวจะแตกต่างกันในแต่ละธุรกิจ ในกลุ่มธุรกิจที่มีการพึ่งพานักท่องเที่ยวสูงจะยังไม่สามารถฟื้นตัวได้มากนักจากการเปิดรับนักท่องเที่ยวที่ยังทำได้ยาก ในขณะที่กลุ่มที่พึ่งพาการบริโภคในประเทศและการส่งออกเป็นหลักจะสามารถกลับมาขยายตัวได้บ้าง

แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่ผลกระทบต่อภาคธุรกิจและการจ้างงานยังมีต่อไปในขณะที่เศรษฐกิจยังไม่สามารถกลับไปสู่ระดับเดิมได้และมาตรการพักชำระหนี้กำลังจะสิ้นสุดลง

KKP Research ระบุว่า 3 ความเสี่ยงที่ยังต้องจับตามองกับเศรษฐกิจไทย

1. ฐานะการเงินของธุรกิจได้รับผลกระทบรุนแรง ธุรกิจขนาดกลางและเล็กมีความเสี่ยงในการเลิกกิจการ

2. ผลกระทบต่อการว่างงานอาจรุนแรงขึ้นอีก

3. มาตรการพักชำระหนี้แบบทั่วไปกำลังจะหมดลง

Let's block ads! (Why?)



"เศรษฐกิจ" - Google News
September 23, 2020 at 07:25AM
https://ift.tt/2FVbkwe

เศรษฐกิจไทยปีหน้าฟื้นตัวยาก เสี่ยงสะดุดจาก 3 ปัจจัย - โพสต์ทูเดย์
"เศรษฐกิจ" - Google News
https://ift.tt/3crAsVL

Sunday, September 20, 2020

3 ปัจจัยสำคัญ ต่อเศรษฐกิจโลก ในช่วงที่เหลือของปี 2020 - TERRABKK

kuyupkali.blogspot.com

หลังจากตัวเลขผู้ติดเชื้อ COVID-19 ชะลอลงในหลาย ๆ ประเทศก่อนหน้านี้ ประกอบกับภาครัฐได้มีมาตรการสนับสนุนขนาดใหญ่ออกมา และทยอยผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองลง

ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกยังต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญที่อาจส่งผลต่อแนวโน้มการฟื้นตัวในระยะต่อไป

บทความนี้จะเสนอ 3 ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในช่วงที่เหลือของปี 2020 นี้

1.มาตรการปิดเมืองที่เริ่มกลับมาเข้มงวดขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกแม้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว แต่การฟื้นตัวเริ่มมีแนวโน้มช้าลง

หลังทยอยผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองลง สถานการณ์การระบาดCOVID-19 ในบางประเทศกลับมาเพิ่มสูงขึ้น

ถึงแม้จะมีบางประเทศที่สามารถคุมสถานการณ์จำนวนผู้ติดเชื้อได้ แต่ประเทศส่วนใหญ่ยังเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐ อินเดีย และบราซิล เป็นต้น

อีกทั้งบางกลุ่มประเทศยังไม่สามารถคุมการแพร่ระบาดได้ดีนัก หลังผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองลง เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีจากสถานการณ์การควบคุมโรคระบาดที่แตกต่างกัน ทำให้ความคืบหน้าของมาตรการการเปิดเมืองมีความแตกต่างกัน โดยในประเทศที่จำนวนผู้ติดเชื้อลดลง ภาครัฐได้เริ่มทยอยเปิดเมืองต่อเนื่อง

ในขณะที่ประเทศที่จำนวนผู้ติดเชื้อกลับมาอยู่ในระดับสูง ภาครัฐได้เริ่มมีการเลื่อนการเปิดเมือง (lockdown easing delay) หรือกลับมาเพิ่มความเข้มงวดในบางพื้นที่ (local lockdown)

เช่น สหรัฐ ที่กลับมาเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการขึ้นในบางรัฐ อีกทั้งเกาหลีใต้ เยอรมนี และอิตาลี ก็เริ่มกลับมาใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้น

การเลื่อนมาตรการเปิดเมือง หรือการกลับมาใช้มาตรการปิดเมืองที่เข้มข้น เป็นความเสี่ยงต่อแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่อาจเริ่มชะลอตัวลงในระยะต่อไป (stalling economic recovery)

โดยในช่วงที่ผ่านมาพบว่า ความเข้มงวดของมาตรการปิดเมืองส่งผลให้เศรษฐกิจหดตัวอย่างมีนัย โดยประเทศที่ใช้มาตรการอย่างเข้มงวดจะเผชิญต่อภาวะเศรษฐกิจหดตัวที่รุนแรงกว่า

และอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศส่วนใหญ่หดตัวลงมากที่สุดในไตรมาส 2 ของปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่มาตรการปิดเมืองเข้มงวดมากที่สุด

ยกเว้นจีนที่กลับมาฟื้นตัวขึ้นหลังได้ผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองก่อนประเทศอื่น ๆ

ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดบ่งชี้ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเริ่มปรับชะลอลง (stalling recovery) สะท้อนจากดัชนี Google mobility (retail and recreation) ที่ฟื้นตัวชะลอลงในหลาย ๆ ประเทศ

นอกจากนี้ เครื่องชี้การบริโภคและการลงทุนของประเทศเศรษฐกิจหลักก็บ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกัน โดยยอดใช้บัตรเครดิตและบัตรเดบิตในสหรัฐปรับชะลอลง และยังอยู่ต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19

การบริโภคภาคบริการในญี่ปุ่นยังคงอ่อนแอ และการลงทุนภาคการผลิตของจีนยังคงต่ำ

อย่างไรก็ดี คาดว่ามาตรการปิดเมืองในระยะหลังจะเน้นการปิดเมืองแบบเฉพาะพื้นที่ (local lockdown) ซึ่งมีความเข้มงวดน้อยกว่าการปิดเมืองแบบทั่วไป (nation-wide lockdown) ที่เคยประกาศใช้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา

เนื่องจากรัฐบาลในหลายประเทศตระหนักถึงผลกระทบของการปิดเมืองแบบทั่วไป ที่ทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจต้องตกอยู่ในภาวะหยุดชะงักและหดตัวลงอย่างมาก

2.ความเสี่ยงหน้าผาทางการคลัง (fiscal cliff) : มาตรการสนับสนุนของภาครัฐที่ได้ดำเนินไปเริ่มหมดอายุลง หรือการต่ออายุของมาตรการอาจมีขนาดเล็กลง ในขณะที่รายได้และการจ้างงานยังฟื้นตัวช้า

มาตรการทางการคลังที่ประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาทยอยหมดอายุลงหรือได้รับการต่ออายุแต่ในขนาดที่เล็กลงในหลายประเทศ ทำให้เกิดหน้าผาทางการคลัง (fiscal cliff) ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

โดยที่ผ่านมาภาครัฐได้ออกมาตรการทางการเงินและการคลังขนาดใหญ่ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะหยุดชะงัก และตลาดการเงินที่อยู่ในภาวะวิ่งเข้าหาเงินสด (dash for cash)

ซึ่งมาตรการประเภทให้เงินช่วยเหลือ (cash handout) ส่วนใหญ่เป็นมาตรการชั่วคราว โดยหากการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาไม่ทันกับการหมดอายุลงของมาตรการภาครัฐ หรือมาตรการเหล่านี้ไม่ถูกต่ออายุออกไป ก็อาจเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

ตัวอย่าง เช่น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐทยอยหมดอายุลง แต่ทางสภายังไม่สามารถตกลงมาตรการชุดใหม่ได้ เนื่องจากมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องขนาดของมาตรการ

มาตรการสำคัญที่กำลังเป็นที่จับตามอง คือ มาตรการให้เงินสนับสนุนเพิ่มเติมแก่ผู้ว่างงาน (600 ดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์) ซึ่งได้หมดอายุลงในเดือนกรกฎาคม 2020 ถึงแม้ว่าประธานาธิบดี Trump จะต่ออายุมาตรการผ่านการใช้ executive order แต่เงินช่วยเหลือแก่ผู้ว่างงานนั้นมีขนาดเล็กลง เหลือเพียง 400 ดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์ หรือ 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์ในบางรัฐ

อีกทั้งคาดว่างบประมาณที่ได้รับการจัดสรรมาจะเพียงพอสำหรับการจ่ายเงินช่วยเหลือเพียงเดือนเดียวเท่านั้น และการต่ออายุมาตรการหลังจากนี้ยังมีความไม่แน่นอนสูง

เนื่องจากทางพรรค Democrat และ พรรค Republican ยังไม่สามารถตกลงเรื่องขนาดของมาตรการได้ จึงเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป

นอกจากสหรัฐแล้ว สหราชอาณาจักรก็มีความเสี่ยง fiscal cliff เช่นกัน โดยที่ผ่านมาได้มีมาตรการช่วยเหลือการพักงาน (furlough scheme) ซึ่งรัฐบาลช่วยจ่ายสนับสนุนค่าจ้างลูกจ้างจำนวน 80% ในระหว่างที่ลูกจ้างต้องหยุดพักงานชั่วคราว

อย่างไรก็ดี ล่าสุดทางสหราชอาณาจักรได้ปฏิเสธการต่ออายุมาตรการออกไปและจะทยอยลดการอุดหนุนค่าจ้างลงเป็น 70% ในเดือนกันยายน และ 60% ในเดือนตุลาคม จากนั้นจะยกเลิกมาตรการหลังจากนั้นซึ่งคาดว่าการยกเลิกมาตรการอาจส่งผลให้ตัวเลขการว่างงานในระบบเพิ่มสูงขึ้น

3.รอยแผลเป็นจากวิกฤต COVID-19 (scaring effects) : การล้มละลายของภาคธุรกิจปรับสูงขึ้น และการฟื้นตัวช้าของตลาดแรงงาน

มาตรการปิดเมืองที่เข้มงวดส่งผลให้แรงงานจำนวนมากถูกเลิกจ้างเป็นเวลานาน ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพแรงงานและแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้

โดยพบว่าวิกฤต COVID-19 ส่งผลให้อัตราการว่างงานในสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากที่ราว 4.5% ในเดือนมีนาคม 2020 มาแตะระดับสูงสุดที่ 14.4% ในเดือนเมษายน 2020

ซึ่งภายหลังจากที่มาตรการปิดเมืองได้ถูกผ่อนคลายลงไปบ้าง แต่อัตราการว่างงานก็ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 8.5%

การจ้างงานที่ยังไม่ฟื้นกลับมานั้นเป็นผลจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังคงอ่อนแอและความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่อยู่ในระดับต่ำ

ทำให้นายจ้างหรือภาคธุรกิจลังเลต่อการกลับมาจ้างงาน ซึ่งการว่างงานที่นานต่อเนื่องอาจส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว เนื่องจากอาจทำให้ระดับฝีมือแรงงานถดถอยลง

นอกจากนี้ แม้แรงงานที่ถูกเลิกจ้างบางส่วนจะสามารถกลับมาทำงานได้ แต่ก็อาจไม่สามารถกลับไปประกอบอาชีพเดิมได้ ซึ่งส่งผลเสียต่อทุนด้านจับคู่ (job-matching capital)

อันได้แก่ ทักษะความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ได้มาจากการฝึกฝนงานเดิมเป็นเวลานาน และความเข้าใจในการดำเนินงานของบริษัท รวมถึงลักษณะเฉพาะของธุรกิจ

โดยการศึกษาในสหรัฐพบว่า แรงงานมากกว่า 40% ที่เคยตกงานไม่สามารถกลับไปประกอบอาชีพเดิมได้ ซึ่งปัจจัยด้านประสิทธิภาพแรงงานนี้เป็นกลไกสำคัญต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานทางธุรกิจ และมีผลต่อแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว

นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ส่งผลให้บริษัททั่วโลกมีแนวโน้มปิดกิจการมากขึ้น ภาวะการแพร่ระบาดของ COVID-19 และมาตรการปิดเมืองทำให้การเดินทางถูกจำกัด เป็นผลให้ประชาชนลดการบริโภคและลงทุนลง ภาคธุรกิจจึงสูญเสียรายได้จากการค้า โดยเฉพาะกลุ่มภาคการบริการที่รายได้ลดลงมาก

อย่างไรก็ดี แม้ว่าธุรกิจบางส่วนจะสามารถปรับลดต้นทุนลงได้บ้าง และได้รับการช่วยเหลือผ่านมาตรการภาครัฐ แต่ต้นทุนส่วนใหญ่ของภาคธุรกิจก็ยังไม่สามารถปรับลดลงได้เท่า หรือใกล้เคียงกับรายได้ที่ลดลง ส่งผลให้ต้องปิดกิจการลง

โดยการศึกษาของ IMF พบว่า จำนวนบริษัทที่ล้มละลาย (bankruptcy filing) ในสหรัฐ ปรับเพิ่มขึ้นสูงที่สุดนับตั้งแต่หลังวิกฤตการเงินโลก (global financial crisis)

นอกจากนี้ การประเมินของ IMF โดยใช้ข้อมูลของ Moody’s ยังพบอีกว่า โอกาสผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทขนาดใหญ่ในกลุ่มประเทศ G20 ปรับสูงขึ้นหลังเกิดวิกฤต COVID-19 เช่นกัน

โดยการปิดกิจการที่มีแนวโน้มสูงขึ้นนี้อาจซ้ำเติมตลาดแรงงานที่อ่อนแอได้ เนื่องจากพบความสัมพันธ์ของการล้มละลายที่สูงขึ้นและอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น


มองข้ามชอต
วชิรวัฒน์ บานชื่น Economic Intelligence Center ธ.ไทยพาณิชย์

SOURCE : www.prachachat.net

Let's block ads! (Why?)



"เศรษฐกิจ" - Google News
September 21, 2020 at 09:34AM
https://ift.tt/3kzGV5l

3 ปัจจัยสำคัญ ต่อเศรษฐกิจโลก ในช่วงที่เหลือของปี 2020 - TERRABKK
"เศรษฐกิจ" - Google News
https://ift.tt/3crAsVL

Saturday, September 19, 2020

โพลชี้คนไทยเครียด เศรษฐกิจแย่ ของกิน-ของใช้แพง - Sanook

kuyupkali.blogspot.com

สวนดุสิตโพล เผย คนเครียดเศรษฐกิจแย่ ของกินของใช้แพง การเมืองทุจริตคอรัปชั่น หวั่นโควิดระบาดเพิ่ม

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนกลุ่มตัวอย่าง 1,358 คน เรื่อง “ความเครียดของคนไทย ณ วันนี้” ระหว่างวันที่ 16-18 กันยายน 2563 พบว่าเรื่องที่ประชาชนเครียดมากที่สุด ร้อยละ 67.76 ระบุ ของกินของใช้แพง รองลงมาร้อยละ 63.93 ระบุ ทุจริตคอร์รัปชั่น ร้อยละ 57.49 ระบุ โควิด-19 ร้อยละ 40.43 ระบุ การทำงาน

ทั้งนี้ สิ่งที่คนอยากทำเมื่อรู้สึกเครียดมาก ร้อยละ 51.47 ระบุ ออกไปเที่ยวช้อปปิ้ง รองลงมาร้อยละ 35.35 ระบุ เล่นเน็ต ร้อยละ 33.51 ระบุ กิน

Let's block ads! (Why?)



"เศรษฐกิจ" - Google News
September 20, 2020 at 09:56AM
https://ift.tt/3hRnOBX

โพลชี้คนไทยเครียด เศรษฐกิจแย่ ของกิน-ของใช้แพง - Sanook
"เศรษฐกิจ" - Google News
https://ift.tt/3crAsVL

Friday, September 18, 2020

3 ปัจจัยสำคัญ ต่อเศรษฐกิจโลก ในช่วงที่เหลือของปี 2020 - ประชาชาติธุรกิจ

kuyupkali.blogspot.com
(File Photo by Angela Weiss / AFP)
มองข้ามชอต
วชิรวัฒน์ บานชื่น Economic Intelligence Center ธ.ไทยพาณิชย์

หลังจากตัวเลขผู้ติดเชื้อ COVID-19 ชะลอลงในหลาย ๆ ประเทศก่อนหน้านี้ ประกอบกับภาครัฐได้มีมาตรการสนับสนุนขนาดใหญ่ออกมา และทยอยผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองลง

ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกยังต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญที่อาจส่งผลต่อแนวโน้มการฟื้นตัวในระยะต่อไป

บทความนี้จะเสนอ 3 ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในช่วงที่เหลือของปี 2020 นี้

1.มาตรการปิดเมืองที่เริ่มกลับมาเข้มงวดขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกแม้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว แต่การฟื้นตัวเริ่มมีแนวโน้มช้าลง

หลังทยอยผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองลง สถานการณ์การระบาดCOVID-19 ในบางประเทศกลับมาเพิ่มสูงขึ้น

ถึงแม้จะมีบางประเทศที่สามารถคุมสถานการณ์จำนวนผู้ติดเชื้อได้ แต่ประเทศส่วนใหญ่ยังเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐ อินเดีย และบราซิล เป็นต้น

อีกทั้งบางกลุ่มประเทศยังไม่สามารถคุมการแพร่ระบาดได้ดีนัก หลังผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองลง เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีจากสถานการณ์การควบคุมโรคระบาดที่แตกต่างกัน ทำให้ความคืบหน้าของมาตรการการเปิดเมืองมีความแตกต่างกัน โดยในประเทศที่จำนวนผู้ติดเชื้อลดลง ภาครัฐได้เริ่มทยอยเปิดเมืองต่อเนื่อง

ในขณะที่ประเทศที่จำนวนผู้ติดเชื้อกลับมาอยู่ในระดับสูง ภาครัฐได้เริ่มมีการเลื่อนการเปิดเมือง (lockdown easing delay) หรือกลับมาเพิ่มความเข้มงวดในบางพื้นที่ (local lockdown)

เช่น สหรัฐ ที่กลับมาเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการขึ้นในบางรัฐ อีกทั้งเกาหลีใต้ เยอรมนี และอิตาลี ก็เริ่มกลับมาใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้น

การเลื่อนมาตรการเปิดเมือง หรือการกลับมาใช้มาตรการปิดเมืองที่เข้มข้น เป็นความเสี่ยงต่อแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่อาจเริ่มชะลอตัวลงในระยะต่อไป (stalling economic recovery)

โดยในช่วงที่ผ่านมาพบว่า ความเข้มงวดของมาตรการปิดเมืองส่งผลให้เศรษฐกิจหดตัวอย่างมีนัย โดยประเทศที่ใช้มาตรการอย่างเข้มงวดจะเผชิญต่อภาวะเศรษฐกิจหดตัวที่รุนแรงกว่า

และอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศส่วนใหญ่หดตัวลงมากที่สุดในไตรมาส 2 ของปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่มาตรการปิดเมืองเข้มงวดมากที่สุด

ยกเว้นจีนที่กลับมาฟื้นตัวขึ้นหลังได้ผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองก่อนประเทศอื่น ๆ

ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดบ่งชี้ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเริ่มปรับชะลอลง (stalling recovery) สะท้อนจากดัชนี Google mobility (retail and recreation) ที่ฟื้นตัวชะลอลงในหลาย ๆ ประเทศ

นอกจากนี้ เครื่องชี้การบริโภคและการลงทุนของประเทศเศรษฐกิจหลักก็บ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกัน โดยยอดใช้บัตรเครดิตและบัตรเดบิตในสหรัฐปรับชะลอลง และยังอยู่ต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19

การบริโภคภาคบริการในญี่ปุ่นยังคงอ่อนแอ และการลงทุนภาคการผลิตของจีนยังคงต่ำ

อย่างไรก็ดี คาดว่ามาตรการปิดเมืองในระยะหลังจะเน้นการปิดเมืองแบบเฉพาะพื้นที่ (local lockdown) ซึ่งมีความเข้มงวดน้อยกว่าการปิดเมืองแบบทั่วไป (nation-wide lockdown) ที่เคยประกาศใช้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา

เนื่องจากรัฐบาลในหลายประเทศตระหนักถึงผลกระทบของการปิดเมืองแบบทั่วไป ที่ทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจต้องตกอยู่ในภาวะหยุดชะงักและหดตัวลงอย่างมาก

2.ความเสี่ยงหน้าผาทางการคลัง (fiscal cliff) : มาตรการสนับสนุนของภาครัฐที่ได้ดำเนินไปเริ่มหมดอายุลง หรือการต่ออายุของมาตรการอาจมีขนาดเล็กลง ในขณะที่รายได้และการจ้างงานยังฟื้นตัวช้า

มาตรการทางการคลังที่ประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาทยอยหมดอายุลงหรือได้รับการต่ออายุแต่ในขนาดที่เล็กลงในหลายประเทศ ทำให้เกิดหน้าผาทางการคลัง (fiscal cliff) ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

โดยที่ผ่านมาภาครัฐได้ออกมาตรการทางการเงินและการคลังขนาดใหญ่ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะหยุดชะงัก และตลาดการเงินที่อยู่ในภาวะวิ่งเข้าหาเงินสด (dash for cash)

ซึ่งมาตรการประเภทให้เงินช่วยเหลือ (cash handout) ส่วนใหญ่เป็นมาตรการชั่วคราว โดยหากการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาไม่ทันกับการหมดอายุลงของมาตรการภาครัฐ หรือมาตรการเหล่านี้ไม่ถูกต่ออายุออกไป ก็อาจเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

ตัวอย่าง เช่น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐทยอยหมดอายุลง แต่ทางสภายังไม่สามารถตกลงมาตรการชุดใหม่ได้ เนื่องจากมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องขนาดของมาตรการ

มาตรการสำคัญที่กำลังเป็นที่จับตามอง คือ มาตรการให้เงินสนับสนุนเพิ่มเติมแก่ผู้ว่างงาน (600 ดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์) ซึ่งได้หมดอายุลงในเดือนกรกฎาคม 2020 ถึงแม้ว่าประธานาธิบดี Trump จะต่ออายุมาตรการผ่านการใช้ executive order แต่เงินช่วยเหลือแก่ผู้ว่างงานนั้นมีขนาดเล็กลง เหลือเพียง 400 ดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์ หรือ 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์ในบางรัฐ

อีกทั้งคาดว่างบประมาณที่ได้รับการจัดสรรมาจะเพียงพอสำหรับการจ่ายเงินช่วยเหลือเพียงเดือนเดียวเท่านั้น และการต่ออายุมาตรการหลังจากนี้ยังมีความไม่แน่นอนสูง

เนื่องจากทางพรรค Democrat และ พรรค Republican ยังไม่สามารถตกลงเรื่องขนาดของมาตรการได้ จึงเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป

นอกจากสหรัฐแล้ว สหราชอาณาจักรก็มีความเสี่ยง fiscal cliff เช่นกัน โดยที่ผ่านมาได้มีมาตรการช่วยเหลือการพักงาน (furlough scheme) ซึ่งรัฐบาลช่วยจ่ายสนับสนุนค่าจ้างลูกจ้างจำนวน 80% ในระหว่างที่ลูกจ้างต้องหยุดพักงานชั่วคราว

อย่างไรก็ดี ล่าสุดทางสหราชอาณาจักรได้ปฏิเสธการต่ออายุมาตรการออกไปและจะทยอยลดการอุดหนุนค่าจ้างลงเป็น 70% ในเดือนกันยายน และ 60% ในเดือนตุลาคม จากนั้นจะยกเลิกมาตรการหลังจากนั้นซึ่งคาดว่าการยกเลิกมาตรการอาจส่งผลให้ตัวเลขการว่างงานในระบบเพิ่มสูงขึ้น

3.รอยแผลเป็นจากวิกฤต COVID-19 (scaring effects) : การล้มละลายของภาคธุรกิจปรับสูงขึ้น และการฟื้นตัวช้าของตลาดแรงงาน

มาตรการปิดเมืองที่เข้มงวดส่งผลให้แรงงานจำนวนมากถูกเลิกจ้างเป็นเวลานาน ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพแรงงานและแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้

โดยพบว่าวิกฤต COVID-19 ส่งผลให้อัตราการว่างงานในสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากที่ราว 4.5% ในเดือนมีนาคม 2020 มาแตะระดับสูงสุดที่ 14.4% ในเดือนเมษายน 2020

ซึ่งภายหลังจากที่มาตรการปิดเมืองได้ถูกผ่อนคลายลงไปบ้าง แต่อัตราการว่างงานก็ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 8.5%

การจ้างงานที่ยังไม่ฟื้นกลับมานั้นเป็นผลจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังคงอ่อนแอและความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่อยู่ในระดับต่ำ

ทำให้นายจ้างหรือภาคธุรกิจลังเลต่อการกลับมาจ้างงาน ซึ่งการว่างงานที่นานต่อเนื่องอาจส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว เนื่องจากอาจทำให้ระดับฝีมือแรงงานถดถอยลง

นอกจากนี้ แม้แรงงานที่ถูกเลิกจ้างบางส่วนจะสามารถกลับมาทำงานได้ แต่ก็อาจไม่สามารถกลับไปประกอบอาชีพเดิมได้ ซึ่งส่งผลเสียต่อทุนด้านจับคู่ (job-matching capital)

อันได้แก่ ทักษะความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ได้มาจากการฝึกฝนงานเดิมเป็นเวลานาน และความเข้าใจในการดำเนินงานของบริษัท รวมถึงลักษณะเฉพาะของธุรกิจ

โดยการศึกษาในสหรัฐพบว่า แรงงานมากกว่า 40% ที่เคยตกงานไม่สามารถกลับไปประกอบอาชีพเดิมได้ ซึ่งปัจจัยด้านประสิทธิภาพแรงงานนี้เป็นกลไกสำคัญต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานทางธุรกิจ และมีผลต่อแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว

นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ส่งผลให้บริษัททั่วโลกมีแนวโน้มปิดกิจการมากขึ้น ภาวะการแพร่ระบาดของ COVID-19 และมาตรการปิดเมืองทำให้การเดินทางถูกจำกัด เป็นผลให้ประชาชนลดการบริโภคและลงทุนลง ภาคธุรกิจจึงสูญเสียรายได้จากการค้า โดยเฉพาะกลุ่มภาคการบริการที่รายได้ลดลงมาก

อย่างไรก็ดี แม้ว่าธุรกิจบางส่วนจะสามารถปรับลดต้นทุนลงได้บ้าง และได้รับการช่วยเหลือผ่านมาตรการภาครัฐ แต่ต้นทุนส่วนใหญ่ของภาคธุรกิจก็ยังไม่สามารถปรับลดลงได้เท่า หรือใกล้เคียงกับรายได้ที่ลดลง ส่งผลให้ต้องปิดกิจการลง

โดยการศึกษาของ IMF พบว่า จำนวนบริษัทที่ล้มละลาย (bankruptcy filing) ในสหรัฐ ปรับเพิ่มขึ้นสูงที่สุดนับตั้งแต่หลังวิกฤตการเงินโลก (global financial crisis)

นอกจากนี้ การประเมินของ IMF โดยใช้ข้อมูลของ Moody’s ยังพบอีกว่า โอกาสผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทขนาดใหญ่ในกลุ่มประเทศ G20 ปรับสูงขึ้นหลังเกิดวิกฤต COVID-19 เช่นกัน

โดยการปิดกิจการที่มีแนวโน้มสูงขึ้นนี้อาจซ้ำเติมตลาดแรงงานที่อ่อนแอได้ เนื่องจากพบความสัมพันธ์ของการล้มละลายที่สูงขึ้นและอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น

Let's block ads! (Why?)



"เศรษฐกิจ" - Google News
September 19, 2020 at 10:02AM
https://ift.tt/3iJeOAc

3 ปัจจัยสำคัญ ต่อเศรษฐกิจโลก ในช่วงที่เหลือของปี 2020 - ประชาชาติธุรกิจ
"เศรษฐกิจ" - Google News
https://ift.tt/3crAsVL